ความหมายที่ซ่อนอยู่ใน “เส้นกากบาทกลางฝ่ามือ”

วันนี้เรามีเรื่องราวของการดูลายมือหรือศาสตร์การดูลายมือมาฝากกันอีกเช่นเคย โดยวันนี้ขอนำเสนอเรื่องราวจากหมอดูชื่อดัง “อาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม” ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวของเส้นลายมือเส้นกากบาทกลางฝ่ามือ”  ว่าแท้จริงแล้วเส้นนี้มีความหมายอย่างไร มีแล้วจะดีหรือไม่ดีอย่างไร?

เส้นกากบาทกลางฝ่ามือ ความหมาย คนที่มีเส้นกากบาทกลางฝ่ามือไม่ว่าจะอยู่ข้างซ้ายหรือข้างขวา หรือมีทั้ง2ฝ่ามือเลยก็ดี มักจะขึ้นอยู่ในลายมือของผู้มีเหตุมีผล ชอบที่จะสอนและให้ความคิดเห็นกับทุกๆคน ส่วนใหญ่จะขึ้นในมือของเจ้าอาวาส เกจิ อาจารย์ ครู บาร์อาจารย์ หรือผู้ชำนาญการทางด้านด้านหนึ่ง

เส้นลายมือ

ผู้ที่มีมักมีจิตใจหนักแน่นและมีจุดยืนของตนเองยิ่งอยู่ในบุคลที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้วจะยิ่งชอบค้นหาแสวงหา กากบาทนั้นยิ่งกว้างใหญ่ยิ่งดีผมเคยเห็นในลายมือของวู้ดดี้เป็นกากบาทกลางฝ่ามือใหญ่มากๆจึงไม่แปลกที่วู้ดดี้ได้ 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลต่อสื่อในภาคเอเชีย ลองปั้นใครหรือช่วยเหลือใครคนนั้นย่อมไม่ธรรมดา

และเช่นเดียวกันถ้าผู้มีเส้นกากบาทกลางฝ่ามือนี้ไปกลั่นแกล้งใครหรือทำผิดประการใดก็โดนทำโทษเช่นเดียวกัน ก็เรียกว่าเป็นเส้นเหลือเชื่อเส้นหนึ่ง ทางพระเขาเรียกว่า “เส้นผลบุญและเวรกรรมที่ทำกันมาตั้งแต่ชาติปางที่แล้ว” บางที่ยังหมายถึงคนระลึกชาติได้ด้วยความรู้สึกจึงยังต้องมาทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้คน บางคนบวชพระไม่สึก บางคนทำหน้าที่ครู บางคนไปเป็นหมอรวมทั้งหมอดู เพราะยังหมายถึงซิกเซนส์ลางสังหรณ์ได้ด้วย

บางคนที่เชื่อเรื่องมีองค์หรือคนทรงเจ้าที่มีองค์ในอยู่ในตนเองตามที่บุคคลนั้นเคารพนับถืออยู่จึงตั้งชื่อตามสิ่งที่ตนเองเคารพบูชา และคนที่มีเส้นกากบาทกลางฝ่ามือมักจะแคล้วคลาดอยู่ตลอด ไม่ค่อยมีศัตรู เพราะศัตรูมักจะแพ้ภัยตนเองหรือศัตรูกลับมาเป็นมิตรอยู่ตลอด เขาเรียกว่ามีพระเกตุคุ้มครอง บางท่านมักจะพูดจาตรงๆไม่อ้อมค้อม

มักจะชอบอยู่กับป่ากับเขาหรือปลีกวิเวกได้ดีขึ้นอยู่กับอารมณ์ของผู้นั้นอีกที ถ้าสำหรับไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงควรมีทั้ง2ข้างจึงจะดี ถ้ามีข้างใดข้างหนึ่งจะมีนิสัยไปทางนั้น เช่น ถ้าผู้ชายมามีเส้นกากบาทข้างซ้ายนิสัยมักจะหนักไปทางหญิง คือ เรียบร้อย และเช่นเดียวกันผู้หญิงมามีเส้นกากบาทกลางฝ่ามือทางข้างขวา มักใจร้อนกล้าหาญนักรบ รักความยุติธรรม นิสัยจะละม้ายคล้ายผู้ชายเลย

เส้นลายมือ

ส่วนใหญ่ลายมือที่มีเส้นกากบาทกลางฝ่ามือจะเชื่อมทำให้ดูเป็นลายมือที่ขาดอยู่แล้วครับ แต่มีสติมีปัญญากล้าคิดกล้าตัดสินใจ ในช่วงเวลาที่จะต้องใช้ความร้อนหรือความกล้าหาญก็จะใช้เป็น และเวลาที่จะเย็นก็จะเย็นโดยเป็นเหมือนน้ำแข็งเลย

แต่มักจะมีปัญหาเรื่องความรักได้สำหรับบางคนที่มีความอ่อนไหวในรักมากๆจะคล้ายรำคาญหรือระแวงเรื่องความรักได้ง่ายทำให้หลายๆคนไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของความรักก็มี แต่ไม่ทุกคนไป แต่สำหรับคนที่มองข้ามกลับอยู่ได้และมีความสุขในเรื่องความรัก

เส้นกากบาทกลางฝ่ามือคือเส้นสัมผัสที่หกหรือคนช่างสังเกตถ้าใช้นำไปสอนใครหรือเป็นห่วงใครได้ดี แต่ถ้านำมาใช้กับตนเองโดยเรื่องความรักถ้าไม่ตลกนำหรือหัวเราะนำก็จะกลายเป็นคนหวาดระแวงได้ง่าย เช่น ความฉลาดนำไปสังเกตความประพฤติจับผิดแฟนคนรักก็จะชอบจับผิดทำให้หลายคนอยู่กันไม่ได้

แต่คนที่มีกากบาทกลางฝ่ามือจะมองแล้วนำมาปลง มองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยของคนรักก็จะไม่หวาดระแวงกลับกลายเป็นเอาใจเก่ง มีความสุข ดูแลครอบครัวเป็น จงมองง่ายๆหรือสังเกตง่ายๆจากหมอดูบางท่านที่ล้มเหลวเรื่องความรักอยู่ตลอดทั้งๆที่เป็นคนดังและฉลาดและเป็นที่ปรึกษาให้กับใครๆตลอด เพราะเกิดจากความฉลาดและช่างสังเกตเกิน จนเกิดเป็นความกลัวทั้งๆที่รักคู่ครองของตนเองมากๆ

แต่พอเกิดช่องว่างระหว่างจิตใจ จะเกิดเป็นหลุมดำขยายความคิดมากอยู่ตลอด แต่สิ่งแก้ไขคือคิดบวกมองโลกด้านดีจะมีแต่ความสบายใจออกมา ทำให้พูดแต่สิ่งที่ดีและหน้าฟังคนอยู่ใกล้ตัวก็มีความสุขไปด้วยและรักกันนานๆ เห็นถึงความหมายของคนที่มีความช่างสังเกตหรือยัง ถ้าไม่รู้จักนำไปใช้ให้เป็น สิ่งที่มีก็เป็นดาบสองคมได้เช่นกัน ทีนี้คงรู้แล้วว่าทำไม อาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม จึงต้องตลกและติ๊งต๊อง

ที่มา>>>Sanook

พบแล้วศพสาวแรงงานเขมรถูกฝังป่าช้าวัดป่า หลังถูกฆาตกรรมเมื่อ 15 ปีก่อน

ขุดพบแล้วศพหญิงสาวแรงงานเขมรถูกฆาตกรรมนาน 15 ปี ถูกฝังทิ้งที่ในวัดป่าภาวนาธรรม เหตุมาจากพิษรักแรงหึง ครูจ้างแรงงานสาวชาวกัมพูชาเป็นลูกมือทำขนมส่งขายนอกจากสอนหนังสือ แต่ภายหลังแรงงานสาวเกิดได้เสียเป็นเมียน้อยกับสามี เมียรู้เรื่องราว จึงหลอกมาใช้งานและทำร้ายร่างกายจนตาย ก่อนรู้เห็นกับอดีตเจ้าอาวาสนำศพฝังอำพรางคดีนาน 15 ปี ชาวบ้านเคยร้องเรียนพฤติกรรมถึงสำนักนายกรัฐมนตรีและมูลนิธิคุณหญิงปวีณา หงสกุล จนนำมาสู่การขุดตามล่าหาซากที่ถูกฝัง ล่าสุดครูมือฆ่าได้ตายไปได้เดือนเศษกรณีที่ชาวบ้านหนองบุญเกิด หมู่ 2 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี มีน.ส.ณริศรา ภู่ระแก้ว อายุ 45 ปี เลขที่ 206 หมู่ 11 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เป็นแกนนำ   รวมตัวขอให้ทางวัดป่าภาวนาธรรม อนุญาตให้มีการขุดหาศพแรงงานชาวกัมพูชา ที่ถูกนายทุนฆาตกรรมแล้วนำศพมาฝัง โดยมีอดีตเจ้าอาวาส (พระอาจารย์อวน) และแม่ชีในวัดรู้เห็น แต่พระอาจารย์อวนไม่ยินยอมให้ขุดพิสูจน์เหตุเกิดเมื่อ 15 ปี ที่ผ่านมา จนปัจจุบันอดีตเจ้าอาวาส (พระอาจารย์อวน) ถูกชาวบ้านต่อต้าน และเพิกถอนตำแหน่ง ชาวบ้านหนองบุญเกิดร่วมกับหน่วยกู้ภัยสัจจะพุทธธรรมแห่งประเทศไทย (กบินทร์บุรี) ร่วมกันขุดหาซากศพ เพื่อพิสูจน์เหตุฆาตกรรมฝังอำพรางศพ ที่คลางแคลงใจ เมื่อคืนวันที่ 10 พ.ค. แต่ไม่พบ เบื้องต้นเนื่องจากคนที่รู้จุดฝังศพไม่ได้มาชี้ตำแหน่งด้วยตนเอง อาศัยบอกตำแหน่งผ่านทางโทรศัพท์ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้นความคืบหน้าเมื่อวันที่ 13 พ.ค. น.ส.ณริศรา ภู่ระแก้ว พร้อมชาวบ้านประมาณ 100 คน มารวมตัวด้านฝั่งทิศตะวันตกของวัดป่าภาวนาธรรม พร้อมด้วยนางสุดใจ สานุสันต์ อายุ 49 ปี ผู้ใหญ่บ้านหนองบุญเกิด, นายอัครเดช กัณหารี กำนัน ต.ลาดตะเคียน นายประทีป วงษ์ศรี อพปร.ต.ลาดตะเคียน ร่วมกันเป็นสักขีพยานในการที่จะขุดพิสูจน์หาศพดังกล่าว ตามคำบอกและตามที่พระสังวรณ์ อดีตพระลูกวัดป่าภาวนาธรรม ได้ชี้จุดหลุมฝังศพ เนื่องจากเคยเห็นลูกศิษย์พระอาจารย์อวน เคยขุดหลุมฝังศพหญิงดังกล่าว และอาสาช่วยขุด-ฝัง พร้อมกับนำสังกะสีมาปิดกั้น ป้องกันสุนัขมาคุ้ยเขี่ย โดยปลูกต้นพิกุลไว้เป็นสัญลักษณ์ จึงลงมือขุด โดยก่อนการขุดมีพิธีจุดธูปบอกกล่าวขอขมากับเจ้าของร่างศพ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัดกลับมามีลมพัดกรรโชก และฝนโปรยปรายให้เย็นขุดหาได้สบาย  มีนายณรงค์ น้ำแก้ว อายุ 57 และนายไพรวัลย์ ท่าข้าม อายุ 40 ปี เป็นคนขุดสลับกัน ต่อมาเวลา 15.30 น. เมื่อขุดลึกเกือบ 20 เซนติเมตรก็พบถุงพลาสติกที่ห่อร่างศพ จึงขุดไล่ตามยาวของร่าง พบห่อพลาสติกและคลุมด้วยผ้าห่มอีกชั้น ปูด้วยเสื่อพลาสติกที่นอนใยมะพร้าว พร้อมเครื่องใช้ส่วนตัว- เครื่องสำอาง ของผู้ตาย และกระเป๋าเดินทางขนาดกลาง 1 ใบ กระเป๋าคิทตี้ 1 ใบ พร้อมพบกะโหลกศีรษะและโครงกระดูก จึงนำมาวางไว้ด้านบนปากหลุม รอให้ร้อยเวรฯ สภ.สระบัว อ.กบินทร์บุรี มาตรวจสอบและพิสูจน์หลักฐาน เบื้องต้นมี ร.ต.อ.อุเทน เผือนสูงเนิน รอง สวป.สภ.สระบัว พ.ต.ท.สมคิด บุญนุกูล รอง ผกก.สส.สภ.สระบัว ร้อยเอกดุสิต ทุมเกิด นายทหารประสานงานชุดรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี และนายสมชาย ชำนิ นอภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เดินทางมาสมทบตรวจสอบ
พ.ต.ท.สมคิด กล่าวว่า เบื้องต้นจะได้รายงานเรื่องที่เกิดให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นจะดำเนินการสอบสวนตรวจสอบที่มาศพดังกล่าว และผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ด้าน น.ส.นริศรา เปิดเผยว่า วันนี้ประสบความสำเร็จตามที่วิญญาณศพไปร้องขอเข้าฝันกันบุคคลต่างๆ ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ขอให้ช่วยขุดตนขึ้นมา โดยก่อนที่จะมีการขุดหาศพแรงงานกัมพูชา   นั้นได้ทราบเรื่องว่า ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงสาวอายุระหว่าง 16-17 ปี ถูกว่าจ้างเป็นแรงงานทำขนมให้กับครูคนหนึ่ง ในพื้นที่ตลาดอำเภอกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ภายหลังหญิงแรงงานต่างด้าว กับ   สามีของครูคนดังกล่าวลักลอบได้เสียกัน ซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับครูนายจ้างอย่างยิ่ง และแรงแค้นใจได้ทำร้ายหญิงแรงงานต่างด้าว ที่เป็นชู้กับสามีจนเสียชีวิต ขณะหลอกล่อให้มาทำขนมที่บ้าน
จากที่ครูดังกล่าวมีความคุ้นเคยสนิทสนมกับ อดีตเจ้าอาวาส (พระอาจารย์อวน) จึงให้เด็กวัดป่าภาวนาธรรม มารับศพที่ถูกฆาตกรรมดังกล่าว นำไปฝังอำพรางไว้ที่วัดป่าภาวนาธรรม ระหว่างที่มีการนำศพมาถึงช่วงเย็น คนของอดีตเจ้าอาวาสรวม 2 คน ช่วยกันขุดจนถึงค่ำยังไม่เสร็จ มีพระลูกที่กุฏิอยู่ใกล้กับพื้นที่ขุดศพเห็นได้ไปถามจึงทราบว่ามีการขุดฝังศพคนตาย โดยคนของอดีตเจ้าอาวาสบอกว่า คนตายป่วยเป็นโรคเอดส์ ทางราชการสั่งป้องกันติดเชื้อไม่ให้เผยแพร่ ต้องรีบฝังในวันเดียว พระลูกวัดรูปดังกล่าว มีน้ำใจช่วยขุดดินฝังศพให้เนื่องจากเห็นว่ามืดค่ำและไร้ญาติ
ภายหลังจากการฝังศพ พบมีสุนัขมาขุดคุ้ยที่หลุมศพ พระลูกวัดรูปดังกล่าวยังมีเมตตาเกรงว่า ซากศพจะถูกสุนัขกัดแทะกิน จึงเมตตานำสังกะสีมาปูทับป้องกันศพถูกสุนัขขุดคุ้ยอีก พร้อมกับได้ปลูกต้นไม้ไว้เป็นสัญลักษณ์หากญาติจะมาขุดเพื่อเผาอุทิศบุญกุศลให้ในภายหลัง และกรวดน้ำแผ่เมตตาให้เสมอหลังจากทำวัตรปฏิบัติ สวดมนต์ภาวนาตามกิจวัตรสงฆ์ จนภายหลังเรื่องการแอบฝังศพคนตายล่วงรู้ทั้งแม่ชีและคนในวัดอีกจำนวนมาก อดีตเจ้าอาวาสจึงพยายามขับไล่ แม่ชีและคนในวัดที่รู้เห็นเรื่องราวนี้ออก รวมทั้งตนที่อาศัยในพื้นที่วัดด้วย
“ล่าสุดก่อนมีการขุดศพ จึงรวบรวมพากันเหมารถไปยื่นร้องทุกข์ กับสำนักนายกรัฐมนตรีและที่มูลนิธิคุณหญิงปวีณา หงส์สกุล ให้ตรวจสอบเหตุฆาตกรรม อำพรางศพดังกล่าวเมื่อปี 2558 เนื่องจากพวกตนเกรงไม่ปลอดภัยในชีวิต และสงสารเห็นใจหญิงสาวเหยื่อฆาตกรรม และเมื่อทางสำนักนายกฯมีหนังสือถึง วัดรัตนชมพู เจ้าคณะอำเภอกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จึงได้ประชุมเรื่องที่เกิดขึ้นดังกล่าว โดยอดีตเจ้าอาวาสพระอาจารย์อวน ให้การยอมรับว่ามีการฝังศพดังกล่าวจริง จึงได้อนุญาตขุดศพ แต่ขุดผิดจุดเมื่อคืนวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา แต่ในวันนี้ไม่พบ” น.ส.นริศรา กล่าว
น.ส.นริศรา กล่าวว่า จึงได้ประสานกับอดีตพระลูกวัด (พระสังวร) ที่ได้เคยลงมือขุดหลุมศพ-ปูสังกะสีให้ศพ และปลูกต้นพิกุลไว้หลุมศพเป็นสัญลักษณ์ ที่ภายหลังเกิดเหตุได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.สระแก้ว ได้ให้มาชี้จุดฝังศพให้ถูกต้อง โดยพระสังวรณ์ได้มาชี้จุดดังกล่าว ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับจุดที่ขุดครั้งแรกและขุดหาจนพบในวันนี้ และในส่วนของครูที่ลงมือฆ่าแรงงานต่างด้าว ด้วยพิษแรงหึงหวงที่ลูกจ้างกลับกลายมาเป็นภรรยาน้อยตายนั้น ทราบว่าขณะนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว เมื่อประมาณ 2 เดือนเศษ ก่อนหน้านี้ เหลือแต่เพียงสามี และอดีตเจ้าอาวาส (พระอาจารย์อวน) ที่รู้เรื่องราวดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากขุดพบศพดังกล่าว ได้ส่งมอบให้กับ พ.ต.ต.นันทพล ขุนละคร สารวัตรเวรฯสภ.สระบัว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีดำเนินคดีสอบสวนต่อไป

 ที่มา>>>ข่าวสด

สั่งวัดปัญจคีรีฯ เมืองกาญจน์ หยุดทำกิจกรรม ตั้งสำนักสงฆ์ไม่ถูกต้อง

พ่อเมืองกาญจนบุรี สั่งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบ วัดปัญจคีรีรัตนาราม หมู่ 7 ต.ลาดหญ้า อ.เมือง พบ ตั้งวัดโดยไม่ได้รับอนุญาตและครอบครองที่ดิน สปก.ไม่ถูกต้อง พร้อมให้หยุดทำกิจกรรมสงฆ์ รื้อป้ายชื่อวัดออก…

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.59 นายศักดิ์ สมบุญโต ผวจ.กาญจนบุรี ได้สั่งการให้นายยงยุทธ สุโนภักดิ์ ป้องกันจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยนายสมชาย แสงชัยศรียากุล นักวิชาการศาสนา ผู้ชำนาญการ นายวัชรินทร์ วากะมะนนท์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี พ.ท.วัชรภ บุรินทร์วัฒนา ผบ.ชป. พท.ร.9 พัน 1 พ.ต.อ. นิพนธ์ จันทร์ทอง ผกก.สภ.ลาดหญ้า นายสุวัฒนา ม่วงหวาน ปลัดอำเภอเมืองฯ ฝ่ายความมั่นคงฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กว่า 20 นาย เดินทางไปที่วัดปัญจคีรีรัตนาราม ตั้งอยู่หมู่ 7 บ้านหนองแก ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงได้ขอพบพระครูใบฎีกาสนั่น ทองโสภา หรือฉายา ฉันทิสุโธเจ้าอาวาส เพื่อขอตรวจสอบใบสุทธิ์บัตรการเป็นพระภิกษุสงฆ์ และใบอนุญาตการตั้งสำนักสงฆ์ รวมทั้งใบอนุญาตการก่อสร้างวัด รวมทั้งเอกสารการถือสิทธิ์การครอบครองที่ดินดังกล่าวในเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 13 ไร่ 47 ตรว.

จากการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินที่ตั้งวัดแห่งนี้ เป็นเอกสารสิทธิที่ดิน สปก.4-01 รวมทั้งการตรวจสอบใบอนุญาตพบว่า การก่อสร้างสำนักสงฆ์ และการเปลี่ยนแปลงเป็นวัดแห่งนี้ไม่มีใบอนุญาตแต่อย่างใด รวมทั้งที่ดินที่นำมาก่อสร้าง ก็ไม่มีการขออนุญาตไปทางสำนักงานปฏิรูปแต่อย่างใด การก่อสร้างสำนักสงฆ์และปัจจุบันได้ทำป้ายขนาดใหญ่หน้าวัด ก็ไม่มีการขอนุญาตแต่อย่างใด

ดังนั้น นายสมชาย แสงชัยศรียากุล นักวิชาการศาสนา ผู้ชำนาญการ จึงได้แจ้งให้ทางพระครูใบฎีกาสนั่น ทองโสภา เจ้าอาวาส ทำการยุติกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับในเรื่องสงฆ์ โดยขอให้ทำการทุบ หรือนำแผ่นป้ายชื่อวัดออก เนื่องจากวัด หรือสำนักสงฆ์แห่งนี้ยังไม่มีการขออนุญาตในการก่อสร้างสำนักสงฆ์ หรือยกฐานะเป็นวัด ซึ่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะนำเสนอไปยัง ผอ.สำนักพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรายงานให้มหาเถรสมาคมทราบต่อไปด้านนายวัชรินทร์ วากะมะนนท์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่าจากการตรวจสอบหลักฐานเอกสารการถือครองกรรมสิทธิในที่ดินพบว่า ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตที่ดิน สปก.4-01 จำนวน 13 ไร่เศษ จากการสอบถามพระครูฎีกาสนั่น แล้วทราบว่าได้ซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งตามระเบียบข้อกฎหมายของที่ดิน สปก.4-01 ที่ดินดังกล่าวไม่สามารถจำหน่ายจ่ายแจกให้แก่ผู้ใดๆ ได้ ยกเว้นยกให้แก่ลูก หรือทายาทเท่านั้น ที่ดินผืนนี้ได้ทำการซื้อขายกันมาตั้งแต่ ปี 2538 ข้อสัญญาระบุไว้ให้นำมาเพาะปลูกเท่านั้น แต่ผู้ที่ถือครองได้นำไปขายและมีการนำที่ดินมาสร้างวัด ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ตามระเบียบ ถือเป็นความผิด บทลงโทษก็คือต้องเพิกถอนสิทธิ ผลการตรวจสอบเรื่องนี้คงต้องนำเรื่องนี้รายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีทราบเรื่อง ก่อนจะส่งเรื่องไปให้ผู้บังคับบัญชาในสำนักงานปฏิรูปที่ดินทราบเรื่องเพื่อพิจารณาต่อไปด้านพระครูใบฎีกาสนั่น ทองโสภา ปัจจุบันอายุ 70 ปี บวชเรียนมาแล้ว 47 พรรษา กล่าวว่า อดีตอาตมาบวชอยู่ที่วัดคร้อพนัน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี แล้วย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ มานานกว่า 5 ปีแล้ว อาตมาไม่ทราบว่าการสร้างสำนักสงฆ์ หรือวัดแห่งนี่ โดยเฉพาะเรื่องที่ดิน อาตมาก็ไม่รู้ว่ามันผิดกฎหมายอย่างไร ชาวบ้านและผู้มีจิตศรัธาเขาเอากฐินมาทอด เอาเงินมาให้ซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัด ที่ดินแปลงนี้ก็ซื้อต่อมาจากผู้ใหญ่บ้านโดยซื้อผ่อนเขามา 5 ปี ทุกวันนี้ก็ผ่อนเขาหมดแล้ว ชาวบ้านเขาต้องการให้สร้างวัดใกล้ในหมู่บ้าน เรื่องนี้ก็คงต้องแล้วแต่เจ้าหน้าที่เขาจะว่าอย่างไร ก็ต้องแล้วแต่

มีรายงานข่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องร้องเรียนเรื่องนี้ น่าจะเป็นผลจากการที่พระครูใบฎีกาสนั่น ทองโสภา เจ้าอาวาสได้ทำใบฎีกากฐินสามัคคีบอกบุญไปตามสถานที่ต่างๆ โดยนำชื่อของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ใส่ลงในใบกฐิน โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบเรื่อง จึงมีการตรวจสอบที่มาของวัดแห่งนี้ ทำให้ประชาชนทำการร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ให้ทำการตรวจสอบที่มาที่ไปของวัดดังกล่าว จนพบว่ามีการตั้งวัดโดยไม่ได้รับอนุญาตและครอบครองที่ สปก.ไม่ถูกต้อง.

ที่มา>>>Thairath

สามีพาภรรยาแจ้งความ ถูกเจ้าอาวาสวัดดังข่มขืน-ชาวบ้านไม่พอใจหาว่าใส่ร้าย

สามีภรรยา

สาวลูก 2 เข้าแจ้งความตำรวจ อ้างถูกเจ้าอาวาสวัดดังบังคับข่มขืน ขณะที่นายอำเภอ-ผู้กำกับ เข้าไกล่เกลี่ย หลังชาวบ้านปกป้องเจ้าอาวาส ระบุถูกใส่ร้ายเพราะขัดผลประโยชน์

(11 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าหลังจาก น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 27 ปี และนายดำ (นามสมมติ) อายุ 42 ปี สามี-ภรรยา ชาว จ.นครราชสีมา แจ้งความกับตำรวจ สภ.ประทาย วานนี้ (10 มี.ค.)

โดย น.ส.เอ ระบุว่า ถูกเจ้าอาวาสวัดชื่อดังแห่งหนึ่งข่มขืนกระทำชำเรามาแล้วถึง 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปลายปี 2558 และหลังเกิดเหตุไม่กล้าเล่าเรื่องให้สามีทราบตั้งแต่แรก เพราะกลัวว่าจะถูกเจ้าอาวาสไล่ออกจากงาน ฐานะทางบ้านก็ยากจน ซ้ำยังต้องมีภาระเลี้ยงดูลูกอีก 2 คนที่ยังเล็ก ถ้าถูกไล่ออกจะไม่มีข้าวกิน สุดท้ายเจ้าอาวาสพยายามหาทางข่มขืนอีก จนทนไม่ไหวขอลาออกจากงาน สามีเกิดสงสัยและคาดคั้น ตนจึงยอมเล่าเรื่องให้ฟังแล้วพากันมาแจ้งดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสดังกล่าว

ด้าน พ.ต.อ.กิตติภพ จงอุตส่าห์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรประทาย เปิดเผยว่า เจ้าอาวาสให้การว่าหญิงคนดังกล่าวมีสามีเป็นลูกศิษย์วัดของเจ้าอาวาสรูปก่อน ต่อมาเมื่อเจ้าเจ้าอาวาสรูปก่อนมรณภาพลง เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้มีเมตตาให้หญิงคนนี้เข้ามาทำงานฝ่ายพัสดุโรงเรียน โดยให้เงินเดือนๆ ละ 6,000 บาท แต่ไม่นานมานี้ทางกรรมการวัดได้ทำการตรวจเงินเบิกจ่ายค่าพัสดุ พบว่ามีการแจ้งหลักฐานเบิกจ่ายเงินเท็จหลายรายการ เจ้าอาวาสจึงเรียกมาสอบถาม แต่หญิงคนดังกล่าวได้ขว้างสมุดบัญชีพัสดุใส่ต่อหน้า โดยไม่ยอมชี้แจงข้อมูลใดๆ ต่อเจ้าอาวาส หลังจากนั้นก็กลับไปบ้านด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่เมื่อคืนที่ผ่านมา หญิงคนดังกล่าวก็ได้พาสามีเข้ามาแจ้งความ

ทั้งนี้ ขณะที่ทางนายอำเภอประทายได้มารับเรื่องนี้ด้วยตนเอง เพื่อไกล่เกลี่ยไม่ให้เป็นเรื่องใหญ่โต เนื่องจากท่านเจ้าอาวาสรูปนี้ เป็นพระผู้ใหญ่ที่มีวัตปฏิบัติดีมาโดยตลอด ซึ่งประชาชนชาวอำเภอประทายให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก เมื่อมีข่าวออกไปในทำนองที่ทำให้ท่านเสื่อมเสีย จึงทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจของชาวบ้านอย่างกว้างขวาง ซึ่งตนไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต จนต้องมีการฟ้องร้องกลับกันอีก จึงขอให้เรื่องยุติไว้เพียงเท่านี้

ที่มา>>>sanook new