ชาวอ่างทองฮือฮาพา ซาเล้งขนจระเข้แสดงในงานวัด ขี่จากพิจิตรมาอ่างทอง

เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 15 ก.ค. 59 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบยังบริเวณถนนทางเข้าวัดขุนอินทประมูล ต.บางพลับ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง หลังทราบว่าได้มีคนขี่รถซาเล้งบรรทุกจระเข้ตัวใหญ่มุ่งหน้าจะไปที่วัดขุนอินทประมูล โดยเมื่อไปถึงพบนายนายประยูร ทองจร อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ 10 ต.ท่าขมิ้น อ.โพทะเล จ.พิจิตร กำลังขี่รถซาเล้ง โดยบริเวณหน้ารถบรรทุกจระเข้ตัวใหญ่มา พอนายประยูรจอดรถก็ได้มีประชาชนที่ขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาจอดดูและต่างตื่นเต้นตกใจที่เห็นจระเข้อยู่ในซาเล้ง โดยเมื่อถึงวัดนายประยูรก็ที่จอดรถและพาจระเข้ตัวดังกล่าวลงมาพัก เมื่อชาวบ้านเห็นก็ต่างพากันมามุงดูเป็นจำนวนมาก และต่างตกใจที่เห็นนายประยูรพาจระเข้มาจากการสอบถามนายประยูร  กล่าวว่า จระเข้ตัวนี้ชื่อว่า “เจ้าเข่ง” เป็นจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์พิจิตรแท้ เพศผู้ อายุ 19 ปี น้ำหนัก 180 กิโลกรัม ยาวเกือบ 3 เมตร เป็นจระเข้แสนรู้ที่ตนเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย โดยปกติตนจะอยู่ที่บ้านพักในจังหวัดพิจิตร ก่อนหน้านี้ทราบว่าที่จังหวัดอ่างทอง จะมีงานมหกรรมเจ้าพระยา-ป่าสัก 2016 ที่วัดขุนอินทประมูลแห่งนี้ ตนจึงได้ตัดสินใจพาเจ้าเข่งมาเที่ยว พร้อมเอามาแสดงจระเข้แสนรู้ในงานดังกล่าวด้วย โดยตนเดินทางออกจากบ้านเมื่อวานนี้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 วัน  ซึ่งระหว่างทางถ้าหากตนไม่จอดรถ ก็ไม่มีใครสงสัยหรือไม่มีใครเห็นว่าตนขี่ซาเล้งมาโดยมีจระเข้มาด้วย แต่หากว่าตนจอดรถ ไม่ว่าจะจอดพักริมถนน หรือเติมน้ำมันภายในปั้ม ก็จะมีคนเห็น ตกใจและแปลกใจที่ตนเอาจระเข้บรรทุกใส่ซาเล้งมานายประยูร กล่าวต่อว่า เจ้าเข่งจระเข้ของตนตัวนี้ ตนเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก เชื่องไม่ดุร้าย ตั้งแต่เล็กแต่น้อยเวลาไปไหนมาไหนก็จะใส่ซาเล้งด้วยกัน โดยเจ้าเข่งนี้สามารถขึ้นรถซาเล้งได้เอง โดยตนหาไม้ต่อวางเป็นทางขึ้นใคร ขึ้นมาตั้งแต่ตัวเล็ก จนตอนนี้ 19 ปี แล้ว ตัวเริ่มจะเต็มรถ แต่ก็ยังขึ้นได้ พอเจ้าเข่งขึ้นรถได้ก็จะจัดท่านอนของตัวเอง ตอนนี้ตัวเริ่มยาวเกินรถ เมื่อขึ้นรถได้เจ้าเข่งก็จะขยับหางเก็บเข้าที่ ส่วนเวลาเขาเมื่อยเขาก็จะเปลี่ยนท่าเอง กลับหัวกลับหางของตัวเองไปตามเรื่องตามราวของเขา บางครั้งขึ้นแล้วก็ไม่ยอมลง บางครั้งเรียกให้ขึ้นถ้าขี้เกียจไม่อยากไหน ก็จะไม่ยอมขึ้น โดยในวันที่ 16 ก.ค.นี้ จะพาเจ้าเข่ง โชว์แสดงจระเข้แสนรู้ในงานมหกรรรมเจ้าพระยา-ป่าสักด้วย และในเวลาต่อมานายประยูร เห็นว่ามีประชาชนมามุงดูและให้ความสนใจ จึงได้ลองพาเจ้าเข่งมาแสดงความแสนรู้ให้ประชาชนชาวอ่างทองดูก่อนที่จะเปิดแสดงจริงในวันที่ 16 ก.ค. โดยนายประยูรได้ลองโชว์การแปรงฟันให้เจ้าเข่ง การล้างมือในปากเจ้าเข่ง และนอนบนตัวเจ้าเข่ง ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวบ้านมาดูด้านนางสายพิณ  เสาทองคำ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62 หมู่ที่ 5 ต.ปลายนา อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรรบุรี ประชาชนที่มาเที่ยวที่วัด กล่าวว่า ระหว่างที่ตนยืนพักอยู่ทางหน้าพระนอน ได้เห็นนายประยูรขี่ซาเล้งมา ตอนแรกนึกว่าขนของมาขาย หรือมาส่งของ แต่สักพักเห็นคนไปมุงดู พบว่าหน้ารถซาเล้งของนายประยูรนั้นมีจระเข้ตัวใหญ่นอนอยู่ และพอนายประยูรเปิดหน้ารถ จระเข้ตัวดังกล่าวก็คลานลงมา สร้างความแปลกใจและตกตะลึงให้กับพวกตนเป็นอย่างมาก แต่พอมาดูใกล้ ๆ กับพบว่าจระเข้ตัวดังกล่าวนั้นเชื่อง ไม่ดุร้าย และเมื่อรู้ว่านายประยูรบรรทุกจระเข้ตัวนี้มาจากจังหวัดพิจิตร ยิ่งสร้างความแปลกใจให้ตนอย่างมากไม่น่าเชื่อว่าจะบรรทุกจระเข้มาได้ไกลขนาดนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าเข่ง จระเข้แสนรู้ตัวนี้ เป็นจระเข้ชื่อดัง ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก เมื่อปี พ.ศ.2545 เพราะว่าพฤติกรรมของมันแตกต่างจากจระเข้ทั่ว ๆไป แทนที่มันจะอาศัยอยู่ในน้ำ แต่กลับขึ้นมาอยู่กับการเลี้ยงดูก็เลี้ยงเหมือนสัตว์เลี้ยงในบ้านของครอบครัวนายประยูร และเคยเป็นจระเข้ที่แสดงอยู่ที่บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ และช่วงสุดท้ายนายประยูรได้ลองสาธิตพาเจ้าเข่งขึ้นให้รถให้ผู้สื่อข่าวและชาวบ้านได้ดูด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

บึงบอระเพ็ดน้ำเแห้ง เรือนำเที่ยวขาดรายได้ จอดทิ้งกว่า 2 เดือน

เรือนำเที่ยวในบึงบอระเพ็ด จำนวนกว่า 10 ลำ ขณะนี้ ต้องจอดเรือทิ้งไว้นานกว่า 2 เดือน เนื่องจากเกือบทุกพื้นที่ของบึงบอระเพ็ดแห้งขอด หลังประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ทำให้ขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก…

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรือนำเที่ยวในบึงบอระเพ็ด อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ กว่า 10 ลำ ไม่สามารถพานักท่องเที่ยวออกเรือชมนก ชมบัว ภายในบึงบอระเพ็ดได้ ต้องจอดทิ้งไว้นานกว่า 2 เดือน เนื่องจากเกือบทุกพื้นที่ของบึงบอระเพ็ดนั้น แห้งขอดจนเกิดเนินดินหลายจุดและเป็นบริเวณกว้าง หลังประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนักโดยทางผู้ขับเรือนำเที่ยวบึงบอระเพ็ดบอกว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ระดับน้ำในบึงบอระเพ็ดลดลงอย่างรวดเร็ว จนเกิดเนินดินทั่วบริเวณ ทำให้เดินเรือไม่ได้แล้ว และปัญหาภัยแล้งนี้ยังรุนแรงต่อเนื่อง ทำให้ความงามของพันธุ์พืช ดอกบัว นกสายพันธุ์ต่างๆ หายไปด้วยเช่นกัน ซึ่งจากเดิมสามารถนำเที่ยวได้มากถึง 2-4 ครั้ง/วัน แต่ปัจจุบันต้องจอดทิ้งไว้ ทำให้ขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก และคงจะต้องรอช่วงเข้าสู่หน้าฝนหรือหน้าน้ำเท่านั้น จึงจะสามารถขับเรือนำเที่ยวได้เช่นเดิม

ที่มา>>>Thairath