2สาวถูกแก๊งขี้เมาใช้ขวดฟาดหัวเลือดอาบ ลากไปกลางถนน กรีดหน้าซ้ำจนเสียโฉม

เว็บไซต์ เซี่ยงไฮ้อิสต์ ของจีนรายงานว่า สังคมออนไลน์ต่างหวาดผวาและโกรธแค้นกรณีที่แก๊งชายหนุ่มรุมทำร้ายนักท่องเที่ยวหญิง 2 คนสาวผู้เสียหายที่มีแซ่ว่า “ตง” โพสต์ภาพถ่ายใบหน้าเธอและเพื่อนอีกคนในสภาพบวมเลือด ดวงตาบอบช้ำ และรอยเย็บแผลบริเวณขอบจมูก 6 เข็ม ในโซเชี่ยลมีเดียจีน “เวยป๋อ” เมื่อวันที่ 24 ม.ค.เหตุเกิดภายในร้านบาร์บีคิวอาหาร ที่เมืองลี่เจียง มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้วคนร้ายมีอาการเมาสุราใช้ขวดเบียร์ฟาดศีรษะน.ส.ตงจากด้านหลัง จากนั้นทุบตีและลากออกไปริมถนน ก่อนใช้เศษขวดแก้วกรีดใบหน้าหญิงสาว เพื่อต้องการให้เธอมีแผลเป็นตลอดชีวิต
น.ส.ตงกล่าวว่า หนึ่งในกลุ่มคนร้ายใช้มือถือบันทึกคลิป โดยไม่มีใครเข้ามาช่วยห้ามปราม จากนั้นคว้าโทรศัพท์มือถือของหญิงสาว 2 คน และบอกให้แจ้งตำรวจว่า “ประสบอุบัติเหตุ” และขู่ว่ามีสายสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยเหตุนี้ ตำรวจอาจไม่สอบสวนคดีได้ ตนจึงเปิดเผยเรื่องราวในโลกออนไลน์เพียงวันเดียว สำนักงานความปลอดภัยสาธารณะประจำเมืองลี่เจียงออกมาชี้แจงว่า ดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานสอบสวนคดีนี้ และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 6 คน ในจำนวนดังกล่าวเป็นคนว่างงาน 2 คน ส่วนอีก 4 คน ทำงานระดับเล็กๆเซี่ยงไฮ้อิสต์รายงานว่า ในประเทศจีน หากใครไม่ได้รับความยุติธรรม สามารถใช้โซเชี่ยลมีเดียร้องขอความเป็นธรรมได้เสมอ

ที่มา>>>ข่าวสด

สุดสะเทือนใจ! นักท่องเที่ยวจับนกนางนวลหนีหนาวถ่ายรูปทำปีกหักหลายตัว

China Xinhua News ได้รายงานเหตุการณ์นกปีกหักซึ่งเกิดจากฝีมือนักท่องเที่ยวจับมันมาถ่ายรูป ว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมาที่เขื่อนไห่เกิ่งในคุนหมิงเกิดเหตุนักท่องเที่ยวจีนจับนกนางนวลเหล่านี้เพื่อมาถ่ายรูปถึง 4 คดีด้วยกัน ซึ่งทุกๆ ฤดูหนาว นกนางนวลหัวดำหลายหมื่นตัวจะบินอพยพจากไซบีเรียมายังทะเลสาบเตียนฉือในนครคุนหมิง มณฑลยูนนานเพื่อหนีหนาว ทำให้จะมีนักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปจำนวนมาก แต่นักท่องเที่ยวได้ทำให้นกนางนวลได้รับบาดเจ็บปีกหัก และมีเลือดออก ตำรวจจึงทำการปรับเป็นเงินโดยทั่วไปแล้วมูลค่านกนางนวลหัวดำที่กฎหมายกำหนดนั้นอยู่ที่ตัวละ 625 หยวนและจะปรับตั้งแต่ 1-8 เท่า แต่ถ้าจับมากกว่า 20 ตัวขึ้นไปจะถือเป็นการล่าซึ่งจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ เมื่อเรื่องนี้ถูกแชร์ไปบนโลกออนไลน์ทำให้ชาวเน็ตจีนต่างไม่พอใจและออกมาวิพากวิจารณ์นักท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

ที่มา>>>ข่าวสด

เปลี่ยนเส้นทางประตูเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระแก้ว

สำนักพระราชสำนักวัง แจ้งว่า ตามที่มีพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2559 เป็นต้นไป เวลา 08.00-21.00น. ทุกวัน (ยกเว้นช่วงมีพระราชพิธีบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท) นั้น

สำนักพระราชวังจะมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ในพระบรมพระราชวัง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.เป็นต้นไป จากเดิมที่กำหนดให้ขบวนประชาชนทุกหมู่เหล่าซึ่งเดินมาจากมณฑลพิธีสนามหลวงเข้ามาทางประตูวิเศษไชยศรี ผ่านประตูพิมานไชยศรี จากนั้นเลี้ยวขวาไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

โดยจะเปลี่ยนเป็นเส้นทาง ดังนี้ ให้ขบวนประชาชนทุกหมู่เหล่าซึ่งเดินมาจากมณฑลพิธีสนามหลวงเข้าพระบรมมหาราชวังมาทางประตูมณีนพรัตน์ และประตูเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดารามฝั่งทิศเหนือ จากนั้นให้เลี้ยวซ้าย เดินตามทางพระระเบียงคต วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนถึงประตูศรีรัตนศาสดาราม เลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนอมรวิถี หน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน แล้วเลี้ยวขวาตั้งแถวบนถนนอมรวิถี หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เพื่อเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สถานที่ประดิษฐาน พระบรมศพ

เนื่องจากนับแต่วันที่ 1 พ.ย. เป็นต้นไป สำนักพระราชวังจะเปิดขายบัตรเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าชมและสักการะ ระหว่างเวลา 08.00-15.30 น. อีกครั้ง หลังจากหยุดการจำหน่ายบัตรเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มาตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา และจะให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทางประตูวิเศษไชยศรี

ที่มา>>>ข่าวสด

ปราสาทพนมรุ้ง คึกคัก!! นทท.แห่ดูดวงอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู สุดประทับใจ(มีคลิป)

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 6 ต.ค. ที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 200 คน เดินทางมาเฝ้ารอชมปรากฏการณ์มหัศจรรย์ดวงอาทิตย์ตกตรงสาดแสงส่องผ่าน 15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้งครั้งสุดท้ายของปี201610062109145-20041019172247จนกระทั่งเวลา 17.50 น. ตามเวลาที่นักดาราศาสตร์ได้คำนวณและคาดการณ์ไว้ ปรากฎว่าเริ่มมองเห็นดวงอาทิตย์สาดแสงส่องตรง 15 ช่องประตูของปราสาทพนมรุ้ง ตามความคาดหมายของผู้มารอเฝ้าชม ทั้งที่ก่อนจะถึงเวลาที่นักดาราศาสตร์คำนวณไว้ มีฝนโปรยปราย เมฆหมอกปกคลุมและฟ้าหลัว แต่พอถึงเวลาท้องฟ้าก็เริ่มเปิดทำให้สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ตกตรง 15 ช่อประตูปราสาทได้อย่างชัดเจน แม้แสงจะไม่จ้ามากและมองเห็นได้เพียงไม่กี่นาทีก่อนดวงอาทิตย์จะค่อยๆจางลงและเลือนหาย ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาเฝ้ารอชมเป็นอย่างมาก ต่างนำกล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์มือถือที่เตรียมมา ออกมาบันทึกภาพดวงอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตูปราสาทในครั้งนี้ไว้เป็นที่ระลึกด้วย นอกจากนั้นต่างเชื่อว่าหากใครได้เห็นปรากฏการณ์ศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ ก็จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต201610062109142-20041019172247น.อ.หญิงฐปนพันธ์ อโนมศิริ ข้าราชการบำนาญกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า เดินทางมากับกลุ่มเพื่อนเป็นครั้งแรก ตั้งใจจะมาชมปรากฎการณ์นี้โดยเฉพาะ โดยตลอดทางที่นั่งรถมาก็ได้ภาวนาขอให้ได้เห็นปรากฎการณ์อันศักดิ์สิทธิ์ พอถึงเวลาก็ได้เห็นดวงอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตูปราสาทอย่างชัดเจนรู้สึกประทับใจและดีใจมาก เชื่อว่าเมื่อได้เห็นแล้วจะเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว หากมีโอกาสก็จะเดินทางมาชมอีก201610062109031-20041019172247ด้านนายวสันต์ เทพสุริยานนท์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง กล่าวว่าดวงอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตูในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งสุดท้ายในรอบปี ซึ่งวันนี้ก็ถือเป็นความโชคดีของนักท่องเที่ยวที่มาเฝ้ารอชม เพราะเมื่อถึงเวลาที่นักดาราศาสตร์ได้คำนวณไว้ ท้องฟ้าก็เริ่มเปิดทำให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตูปราสาทได้ตามที่ตั้งใจ ซึ่งหากใครพลาดชมในวันนี้ก็ยังสามารถเดินทางขึ้นมาชมได้ในวันพรุ่งนี้อีก 1 วัน201610062109143-20041019172247สำหรับปรากฎการณ์ดวงอาทิตย์ตกตรง  15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้ง ถือเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติหนึ่งเดียวในโลก   โดย  1 ปีจะมีให้ชมเพียง 4 ครั้ง  คือ  ดวงอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องประตู 2 ครั้ง ในวันที่ 3-5 เมษายน และวันที่ 9-11 กันยายน   และดวงอาทิตย์ตกตรงอีก 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม และ 6-8 ตุลาคม ของทุกปี

ที่มา>>>ข่าวสด

สาวจีนปลื้ม! โชเฟอร์สี่ล้อแดง เก็บกระเป๋าลืมบนรถ ส่งคืน เจ้าตัวเผย คนเชียงใหม่น้ำใจงาม!!

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 6 ต.ค. ขณะที่ ร.ต.ท.วินัย ก้อนสมบัติ รองรองสารวัตรสายตรวจ ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ พร้อมด้วย ส.ต.ต.ทินกร สมบุญมา ออกตรวจพื้นที่บริเวณโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง อ.เมืองเชียงใหม่ พบน.ส.หลี่จิ้ง อายุ 31 ปีนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน เข้าแจ้งขอความช่วยเหลือ ว่าได้ลืมกระเป๋าสะพายไว้บนรถสองแถวสีแดง หลังจากขึ้นรถโดยสารมาจากประตูท่าแพ ไปที่เซ็นทรัลแอร์พอร์ต201610062313145-20021028190510ต่อมาศูนย์วิทยุตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ได้รายงานว่า มีนายสมเกียรติ หลวงตุมมา คนขับรถสองแถวแดง หมายเลขทะเบียน 10-4488 เชียงใหม่ นำกระเป๋าสะพายที่ผู้โดยสารลืมไว้บนรถของตัวเอง มาส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่201610062313147-20021028190510ร.ต.ท.วินัย จึงพาน.ส.หลี่จิ้ง เดินทางไปตรวจสอบปรากฎว่าเป็นกระเป๋าสะพายของน.ส.หลี่จิ้ง จริงๆทำให้เจ้าตัวดีใจอย่างมากที่ได้กระเป๋าคืน เมื่อเปิดกระเป๋าตรวจดูพบหนังสือเดินทาง บัตรเดบิต เงินสด 460 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เงินหยวน 2,000 หยวน และทรัพย์สินอื่นๆอยู่ครบ พร้อมกล่าวขอบคุณนายสมเกียรติ และมอบเงินเป็นสินน้ำใจให้ 1,600 บาท จากนั้นยังกล่าวขอบคุณตำรวจท่องเที่ยวที่ให้การดูแลเป็นอย่างดี201610062313144-20021028190510“เคยได้ยินว่าคนเชียงใหม่น้ำใจงาม จนได้มาพบเจอด้วยตัวเอง จึงไม่ใช่แค่รู้ว่าคนเชียงใหม่น้ำใจงามตามคำบอกเล่า แต่ได้รู้สึกรับรู้ถึงน้ำใจของคนที่นี่จริงๆ”น.ส.หลี่จิ้ง กล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

ฮือฮาทั้งสุพรรณ!เจอขุนแผนตัวจริง “ลุงเช็ง” วัย 71 ปีมีเมีย 4 คน เปิดใจการใช้ชีวิตกว่า 40 ปี

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีคคุณลุงวัย 71 ปี ชาวบ้านอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ชาวบ้านรู้จักกันดีต่างเรียกกันว่า “ลุงเช็ง” เป็นคนมีเสน่ห์ของแท้ ในทุกๆวันลุงเช็งและศรีภรรยา จะนำเรือโบราณ พานักท่องเที่ยวมาชมตลาดสามชุกร้อยปี โดยล่องเรือชมวิถีชีวิตริมน้ำท่าจีน และพาไปชมบ้านเรือนไทยของตัวเองที่เก่าแก่มานานกว่า 100 ปี ที่เปิดเป็นโอมสเตย์ และพิพิธภัณฑ์บ้านเรือนไทยสาคร ที่ถูกรวบรวมเรื่องราวในอดีตมาไว้ที่นี่ จนแทบไม่น่าเชื่อว่าที่สามชุกยังมีอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดไปเที่ยวชม201609280108071-20160615150820ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังบ้านเรือนไทยสาคร ตั้งอยู่เลขที่ 13 หมู่ที่ 1 ต.สามชุก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เป็นบ้านเรือนไทยหมู่ขนาดใหญ่ อยู่รวมกันหลายหลังเชื่อมต่อกันเป็นแนวยาวกว่า 16 หลัง มีความเก่าแก่อายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของ นายสุจิตต์ เล่ห์จันทร์พงษ์ หรือ ลุงเช็ง อยากทำบ้านเรือนไทยสาครหลังนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว201609280108072-20160615150820เรือนไทยสาครแห่งนี้ เดิมเป็นบ้านของคุณแม่สาคร เล่ห์จันทร์พงษ์ (แม่ของลุงเช็ง) เดิมมีอาชีพขายข้าวและถ่านตลาดสามชุกในอดีต ภายในมีห้องจัดแสดงในอดีต อาทิ ร้านตัดผม ห้องฉายหนัง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านโชห่วย ร้านซ่อมนาฬิกา ร้านกาแฟโบราณ ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า มีของเก่าโบราณให้ได้ชม ย้อนวันวานไปในอดีต มีมุมถ่ายรูปที่น่าสนใจมาก201609280108074-20160615150820ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ลุงเช็งเป็นที่รู้จักของชาวบ้านแถวนี้ เพราะลุงเช็งมีภรรยาถึง 4 คน ซึ่งอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ใช้ชีวิตร่วมชายคาเดียวกันมานานกว่า 40 ปี โดยภรรยาของคุณลุงเช็งแต่ละคนก็ช่วยลุงเช็งทำมาหากิน ช่วยกันคิดริเริ่ม ทำบ้านเรือนไทยสาครหลังนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรม เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตและชมเรื่องราวในอดีต โดยก็ทำมาแล้วกว่า 10 ปี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนหมุนเวียนมาเรื่อยๆ201609280118131-20160615150820ลุงเช็ง เล่าว่า ตนมีภรรยา 4 คน ซึ่งอยู่กินกันอย่างเปิดเผย โดยภรรยาแต่ละคนจะเรียกกันว่า แม่ 1 แม่ 2 แม่ 3 แม่ 4 ที่ผ่านมาก็มีหลายคนถามว่า ใช้ชีวิตกันอย่างไร อยู่บ้านเดียวกัน เพราะบางคนก็ไม่เข้าใจ และเกิดความสงสัย ตนจึงอยากบอกว่า ตนโชคดีที่มีภรรยาดี และมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยภรรยาทั้ง 4 คน ก็รักกันเหมือนพี่น้อง ที่ผ่านมาไม่มีทะเลาะกันและยอมรับซึ่งกันและกัน โดยภรรยาแต่ละคนก็จะแบ่งหน้าที่กันทำ ช่วยเหลืองานกันในบ้าน201609280108078-20160615150820โดยแม่ 1 และแม่ 2 จะช่วยกันดูแลบ้านทำความสะอาดบ้าน เรื่องอาหารการกินหุงหาอาหาร ส่วนแม่ 3 และแม่ 4 จะช่วยกันเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบ้านเรือนไทยสาคร ทั้งรับนักท่องเที่ยว พาชม และบริหารจัดการ เรื่องโปรแกรมท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ ส่วนเรื่องที่ตนมีอายุ 71 ปี แต่หลายคนยังทักมายังดูหนุ่มแข็งแรง ตนก็ดูแลตัวเอง โดยจะออกกำลังกายทุกวัน ปลูกผัก ทำสวน และที่สำคัญคือ ทานน้ำกระชายดำเป็นประจำทุกวัน โดยตนเป็นคนทำเอง เอากระชายดำมาปั่นและคั้นน้ำสดๆ ก็ทานทุกวัน ตั้งแต่หนุ่มๆจนถึงปัจจุบัน201609280118133-20160615150820“หลายคนที่ถามถึงว่าทำไมมีภรรยาหลายคน ส่วนตัวก็อยากจะบอกว่า ผมก็ไม่ได้อยากให้ใครมาเอาแบบอย่างหรือทำตาม และผมก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไร เพราะครอบครัวแต่ละคนไม่เหมือนกัน ส่วนคนในครอบครัวของผมมีความรักและความเข้าใจกันดี เคารพในการตัดสินใจ ซึ่งกันและกัน โดยปัจจุบันภรรยา 4 คน และลูกๆรวม 5 คน ซึ่งก็โตมีงานมีการทำหมดแล้ว ทุกคนก็รักกันและเข้าใจกันดี และมาช่วยกันดูแลบ้านเรือนไทยหลังนี้ เป็นอย่างดี อยู่กันอย่างอบอุ่น มีความสุขดี” ลุงเช็ง กล่าว201609280108073-20160615150820ผู้สื่อข่าว ได้พูดคุยกับบรรดาภรรยาของลุงเช็งทั้ง 4 คน ซึ่งทุกคนเป็นคนน่ารัก และเปิดใจถึงเรื่องราวชีวิต ภรรยาคนที่ 1 นางสมทรง เชื้อสาคู อายุ 66 ปี กล่าวว่า ตนเป็นภรรยาคนแรกของลุงเช็ง ตอนแรกที่รับรู้ว่า ลุงเช็งมีภรรยาคนที่ 2 ก็รู้สึกโกรธเหมือนกัน แต่พอลุงเช็งพาแม่ 2 มาพบ ตนก็ใจอ่อนและก็เปิดใจพูดคุยกัน จึงยอมรับและตัดสินใจให้มาเป็นครอบครัวเดียวกัน ต่อมาพอมาถึงแม่ 3 แม่ 4 ตนก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรแล้ว พูดไปพลางหัวเราะ เพราะสามารถยอมรับได้ โดยความรู้สึกก็เอ็นดูน้องๆทุกคนเหมือนเป็นพี่น้องเป็นเพื่อนกันจริงๆ และอยู่ด้วยกันแบบสันติ ดูแลกันไป เปรียบเสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ที่ผ่านมาก็มีหลายคนถามตนว่า รับได้อย่างไร ซึ่งตนคงให้ข้อคิดเห็นไม่ได้ เพราะแต่ละคนใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน และมีความคิดความรู้สึกไม่เหมือนกัน สำหรับตนลุงเช็งเป็นคนดี เป็นสามีและพ่อที่ดี ดูแลภรรยาและลูกๆดีทุกคน ให้ความรัก ความเอาใจใส่ ขยันทำมาหากิน มีความรับผิดชอบ จนสร้างฐานะมั่นคง ตนจึงพอใจแล้ว201609280108077-20160615150820ด้าน ภรรยาคนที่ 2 นางแฉล้ม หนูทอง อายุ 62 ปี กล่าวว่า ตนก็รู้สึกว่าครอบครัวของพวกเราอบอุ่น ช่วยกันดูแลกันไป ช่วยกันทำมาหากิน ไม่ได้มีเรื่องทะลาะวิวาท หรือเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ และแม่หนึ่งก็ดูแลตนดีมาโดยตลอดเปรียบเหมือนพี่สาวคนหนึ่ง201609280118132-20160615150820ภรรยาคนที่ 3 นางคำ แสนปงผาบ อายุ 58 ปี กล่าวว่า ตนเองก็มีหน้าที่เป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของบ้านเรือนไทยสาคร เวลาใครมาเที่ยวบ้านเรือนไทยสาคร ก็จะคอยพาชมและดูแล นักท่องเที่ยว ซึ่งภรรยาของลุงเช็งแต่ละคนก็มีการแบ่งหน้าที่กันไป ช่วยกันทำมาหากิน ตลอดระยะที่อยู่ด้วยกัน จึงรู้สึกอบอุ่น

ส่วน ภรรยาคนที่ 4 นางอมรรัตน์ เนียมดี อายุ 46 ปี กล่าวว่า ตนเป็นภรรยาคนที่ 4 ตอนที่เข้ามาที่บ้านใหม่ๆก็รู้สึกกดดัน แต่ พี่ๆทุกคนก็ไม่ได้ว่าอะไร มีแต่ให้ความรัก ความเมตตา กับตนเสมอมา ตนมีหน้าที่เป็นมัคคุเทศน์พาชมบ้านเรือนไทยสาคร โดยจะไปพบปะกับนักท่องเที่ยวที่ตลาดสามชุก และชักชวนมาเที่ยวที่บ้าน โดยลุงเช็งจะเป็นคนขับเรือ พอมาถึงบ้านก็จะมีพี่ๆ อีกสามคนช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมาก็ช่วยกันทำมาหากิน ทุกคนก็รักใครกันดี ไม่เคยทะเลาะกัน เวลาใครคนใดคนนึงไม่อยู่บ้าน ก็จะคิดถึงกัน เป็นห่วงเป็นใยกัน เหมือนเป็นพี่น้องกัน เหมือนถูกชะตากัน จะว่าไปเหมือนบุพเพสันนิวาศให้พวกเราได้มาใช้ชีวิตอยู่รวมกันได้ และอยู่ด้วยกันมีความสุขดี

ด้านลูกชายลุงเช็ง กล่าวว่า ครอบครัวเราอยู่กันแบบมีความสุขดี ทุกคนให้ความเคารพซึ่งกันและกัน พ่อเป็นเสาหลักของครอบครัวดูแลทุกคนเป็นอย่างดี หลายคนอาจมองแตกต่างกันไป ก็แล้วแต่มุมมอง แต่คนในครอบครัวของพวกเรามีความเข้าใจและรักกันดี เป็นครอบครัวที่อบอุ่น

นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ซึ่งได้มาเที่ยวชมที่บ้านเรือนไทยสาครแห่งนี้ ได้ กล่าวว่า ตนในฐานะผู้ชาย พอมาได้ฟังเรื่องราวของลุงเช็งแล้ว ก็ได้แอบแซวขนานนามให้ไปแล้ว ว่านี่แหละบ้านขุนแผนเมืองสุพรรณตัวจริงเลย เพราะลุงเช็งใช้ชีวิตกับภรรยาทั้งสี่คนที่บ้านเรือนไทยหลังนี้ เป็นวิถีชีวิตมานานแล้ว และทั้งหมดก็ช่วยกันพัฒนาบ้านเรือนไทยอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวในอดีตให้ชวนถวิลหา ได้อย่างน่าสนใจ มีมุมถ่ายรูปมากมาย เหมาะแก่การมาท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาเที่ยวกัน ส่วนเรื่องลุงเช็งมีภรรยา 4 คน คงไม่ขอออกความเห็น เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ สำหรับตนขอมีภรรยาแค่คนเดียวพอ ไม่กล้า เหมือนลุงเชง นายวีระศักดิ์กล่าวพร้อมหัวเราะ

นางธัญภา นิโครธานนท์ ผอ.ททท.สำนักงานสุพรรณบุรี กล่าวว่า บ้านเรือนไทยสาครแห่งนี้ เป็นบ้านเรือนไทยมีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ที่อยู่ริมน้ำท่าจีน โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวที่ตลาดสามชุก และเชื่อมโยงมาเที่ยวต่อที่บ้านเรือนไทยสาคร โดยมีการล่องเรือชมวิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน สัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำและมาชมความดั้งเดิมของบ้านเรือนไทยหมู่ ที่ด้านในเก็บรวบรวมเรื่องราวในอดีตจนถึงปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจ

สำหรับผู้ที่สนใจมาท่องเที่ยวบ้านเรือนไทยสาครเรือนไทยสาคร สามารถนั่งเรือเอี้ยมจุ๊นโบราณ ชมบรรยากาศสองฝั่งแม่น้ำท่าจีน แวะเยี่ยมชมเรือนไทยสาคร สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทยๆ โดยไปขึ้นท่าเรืออยู่ที่ ซอย 3 สามชุกตลาดร้อยปี ใช้ เวลาไป-กลับประมาณ 40 นาที เพียงท่านละ 50 บาท ติดต่อ 086-751-2686 หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุพรรณบุรี 035-525-880, 035-525-867

ที่มา>>>ข่าวสด

นักท่องเที่ยวแห่ชมปรากฏการณ์คลื่นยักษ์ซัดฝั่ง พลังรุนแรงหนึ่งในสามของจีน

CCTV News เปิดเผยภาพปรากฏการณ์คลื่นยักษ์ซัดฝั่งในแม่น้ำเฉียนถัง ในเขตหยางกวน เมืองไห่หนิง มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน โดย ภาพปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้ จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งจะมีผู้คน นักท่องเที่ยวพากันมาชมความสวยงามและพลังของธรรมชาตินี้กันอย่างคับคั่ง

นอกจากนี้ China Xinhua News ยังได้รวบรวมภาพปรากฏการณ์คลื่นแม่น้ำเฉียนถัง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยแม่น้ำเฉียนถัง เป็นหนึ่งในบรรดาแม่น้ำที่มีคลื่นแรงสามอันดับแรกของจีน ในช่วงเดือนกันยายนของทุกปีผู้คนจะพากันมาชมกระแสน้ำที่ไหลแรงที่ตำบลเหยียนกวน เมืองไห่หนิง มณฑลเจ้อเจียง

ภาพบรรยากาศปีที่ผ่านมา14322617_1802870559928958_2366669658279264174_n14311379_1802870473262300_8157684780826222900_o14355618_1802870469928967_655892951109933003_n14355618_1802870489928965_68543457127455404_n14359036_1802870576595623_8365642937768839362_n14370393_1802870513262296_2527690757612420367_n

ที่มา>>>ข่าวสด

นักท่องเที่ยวแห่ชมปราสาทเมืองต่ำอารยะธรรมขอมโบราณ กราบไหว้ขอพรเทวรูปศักดิ์สิทธิ์

 เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมาเที่ยวชมความงดงามของปราสาทเมืองต่ำ อารยะธรรมขอมโบราณที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ ต.จรเข้มาก   อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ในช่วงวันหยุดคึกคักเฉลี่ยวันละ 2-3 พันคน แม้จะเป็นช่วงหน้าฝน แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคแก่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเที่ยวแหล่งโบราณสถาน ซึ่งปราสาทเมืองต่ำดังกล่าวสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในศิลปะปาปวนตอนต้น ปราสาทแถวหลังทิศใต้ และปราสาทแถวหลังทิศเหนือ น่าจะเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย โดยฐานปราสาทสร้างจากศิลาแลง และหน้าบันสลักจากหินทราย เป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ศิลปะปาปวน โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชมต่างประทับใจในความงดงามของปราสาทเมืองต่ำ หลายคนก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งนอกจากนักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวชมความงดงมของปราสาทเมืองต่ำแล้ว ยังเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของปราสาทแห่งนี้ด้วย หลายคนก็มากราบไหว้ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวด้วย  ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดติดต่อกันหลายวัน หรือช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ หรือสงกรานต์ จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวอย่างเนืองแน่น

ที่มา>>>ข่าวสด

รวบคาสนามบินหนุ่มอังกฤษฉกสร้อย-แหวนนักท่องเที่ยวบนวัดพระธาตุดอยสุเทพ (คลิป)

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 2 ก.ย. พ.ต.อ. ศารุติ แขวงโสภา ผกก.6 บก.ทท. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ชุดสืบสวน กก.6 บก.ทท.ร่วมกันจับกุม นายสตีเฟ่น แอนโทนีโอ อายุ 44 ปี ชาวอังกฤษ ตามหมายจับศาลแขวงเชียงใหม่ที่ 437/2559 ในข้อหาลักทรัพย์ โดยจับกุมได้บริเวณประตูทางออก A7 ฝั่งขาเข้าภายในประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ สืบเนื่องจากได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ว่า ผู้ต้องหารายดังกล่าวก่อเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวไทย ภายในวัดพระธาตุดอยสุเทพเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้ทรัพย์สินเป็น เงินสด สร้อยคอทองคำ แหวนทองคำ และทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการ รวมมูลค่าประมาณ 100,000 บาท ซึ่งกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพขณะผู้ต้องก่อเหตุไว้ได้ หลังก่อเหตุผู้ต้องหาหลบหนีมายังสนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าเตรียมเดินทางออกนอกประเทศ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงออกตรวจภายในอาคารผู้โดยสารก็พบผู้ต้องหา จึงแสดงตัวตัวเข้าจับกุมตามหมายจับ ตรวจค้นเบื้องต้นพบทรัพย์สินของผู้เสียหายที่แจ้งความไว้ในกระเป๋าเดินทางของผู้ต้องหา เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

นี่หรือคือเกาะสมุย!? สุดอึ้งขยะเกลื่อนหาดเฉวง ทั้งขยะ พลาสติกและขวดแก้วไร้คนเหลียวแล

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บริเวณแหลมสน หาดเฉวง ม.2 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุ จ.สุราษฎร์ธานี มีนักท่องเที่ยวร้องทุกข์มาว่ามีขยะจำพวกพลาสติก เศษแก้ว ซากเรือ และอุปกรณ์ทำประมงที่ชำรุดแล้ว วางเกลื่อนเต็มชายหาด โดยไม่มีการดูแลความสะอาดในพื้นที่ดังกล่าวจากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า แหลมสนอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะสมุย มีลักษณะภูมิทัศน์เป็นลานกว้างไม่มีสิ่งปลูกสร้าง และมีสภาพเป็นหาดทรายแหลมยืนเข้าไปในทะเล นักท่องเที่ยวมักจะนิยมเข้ามาพักผ่อนอาบแดดตรงจุดนี้ เพราะเงียบสงบ และชาวบ้านก็จะใช้พื้นที่นี้เป็นที่จอดเรือประมงพื้นบ้าน ส่วนทางด้านซ้ายและด้านขวา จะเป็นที่ตั้งของโรงแรม ร้านอาหารอยู่โดยรอบ แต่สภาพตอนนี้มีนักท่องเที่ยวลดลง จนแทบจะไม่มีเลย ปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากชายหาดมีขยะกลาดเกลือน และมีเศษขวดแก้วที่แตกอยู่ตามชายหาด ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจุดนี้เกรงที่จะได้รับอันตรายจึงไปพักผ่อนตรงจุดอื่นๆแทนสำหรับแหลมสน สมัยก่อนชาวสมุยที่ประกอบอาชีพทำนา ทำสวน ทำไร่ ซึ่งอยู่ไกลที่พัก ในตอนกลางวันก็จะนัดมาเจอกันที่แหลมสนเพื่อพบปะและกินข้าวห่อ จนกลายเป็นประเพณีชาวบ้านของคนสมุยสืบทอดกันมาช้านานผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ปัญหาขยะก็เป็นปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งของท้องทะเลไทย จากข้อมูลเว็ปไซต์ sciencemag.org ระบุว่าประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 6 ของประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดของโลก โดยในแต่ละปีเราทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากถึง 1.03 ล้านเมตริกตัน ส่วนประเทศที่มีการทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดคือ จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้พลาสติกสูงที่สุดของโลกด้วย โดยจีนทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลที่ปริมาณ 8.82 ล้านเมตริกตันต่อปี อันดับ 2 อินโดนีเซีย 3.22 ล้านเมตริกตัน อันดับ 3 ฟิลิปปินส์ 1.88 ล้านเมตริกตัน อันดับ 4 เวียดนาม 1.83 ล้านเมตริกตัน และอันดับ 5 ศรีลังกา 1.59 ล้านเมตริกตัน

ที่มา>>>ข่าวสด