สภาสั่งรื้อนาฬิกา 240 เรือน มูลค่า 14.8 ล้าน ออก หลังใช้งานไม่ได้แรมปี

 * สภาสั่งรื้อนาฬิกา 240 เรือน มูลค่า 14.8 ล้าน ออก หลังใช้งานไม่ได้แรมปี *

นาฬิกา 240 เรือน

รัฐสภา สั่งรื้อนาฬิกาดิจิตอล ทั้งข้างในและข้างนอกกว่า 240 เรือน มูลค่ากว่า 14.8 ล้านบาท ออก หลังจากใช้งานไม่ได้นานนับปี

วันที่ 9 มีนาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.ได้มีผู้รับเหมาจากบริษัท อิควิป แมน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญากับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในโครงการปรับปรุงนาฬิกาภายในและภายนอกรัฐสภา จำนวน 240 เรือน มูลค่าโครงการ 14.8 ล้านบาท เข้ามารื้อถอนนาฬิกาดิจิตอลที่ติดตั้งภายในอาคารรัฐสภา และภายนอกโดยรอบอาคารรัฐสภาออก หลังจากที่นาฬิกาไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ตั้งแต่กลางปี 2558 อย่างไรก็ตาม นาฬิกาดิจิตอลที่ติดตั้งในรัฐสภานั้น เคยใช้งานไม่ได้ตามปกติมาแล้วหนึ่งครั้ง คือ ช่วงเดือน สิงหาคม 2556 สาเหตุจากความขัดข้องของระบบปฏิบัติงาน แต่ได้รับการซ่อมแซมจนสามารถกลับมาใช้ได้ตามปกติ

แหล่งข่าวจากรัฐสภา แจ้งว่า การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) มีมติให้ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ทบทวนผลการตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการจัดซื้อนาฬิกา เพราะคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบรายงานผลการพิจารณาที่ขัดแย้งกัน โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ที่มีผลรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ​ไม่เสียหาย เพราะยังไม่ได้จ่ายเงินในการจัดซื้อ ซึ่งที่ประชุม ก.ร. ได้ให้ความเห็นแย้งว่า เหตุผลสำคัญที่ไม่จ่ายเงินค่าซื้อของ เพราะถูกสื่อมวลชนขุดคุ้ยความไม่โปร่งใส จึงทำให้สำนักงาน ไม่กล้าจะจ่ายเงิน ซึ่งการนำเสนอของสื่อมวลชนนั้น ทำให้ภาพลักษณ์ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เสียหายอย่างหนัก

ขณะเดียวกันผลการตรวจสอบเรื่องการลงโทษทางวินัยกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องนั้น ได้รายงานว่า ได้ลงโทษทางวินัยสถานเบากับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าเป็นความเสียหายที่เกิดกับสำนักงานจริง ส่วนเรื่องการอุทธรณ์ผลการตรวจสอบโครงการดังกล่าวนั้น ก.ร. ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมในด้านการดำเนินงาน ก่อนจะมีมติสั่งการใด ๆ อีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไป

บิ๊กตู่ ไฟเขียว สร้างรถรางไฟฟ้าที่ขอนแก่น คาดใช้ งบ 1.5 หมื่นล้าน เปิดเดินรถได้ปี 61

 * บิ๊กตู่ ไฟเขียว สร้างรถรางไฟฟ้าที่ขอนแก่น คาดใช้ งบ 1.5 หมื่นล้าน เปิดเดินรถได้ปี 61 *

รถรางไฟฟ้าที่ขอนแก่น

ประยุทธ์ จันทร์โอชา เซ็นอนุมัติ ขอนแก่นสร้างรถรางไฟฟ้าที่แรก ระยะทาง 26 กิโลเมตร เอกชนชี้งบลงทุนประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท คาดเปิดเดินรถได้ปลายปี 2561

วานนี้ (16 มีนาคม 2559) นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ช.ทวี ดอลล่าเซียน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เซ็นคำสั่งอนุมัติหลักการโครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนใน จ.ขอนแก่น ด้วยระบบรถรางไฟฟ้า (แทรม) ระยะที่ 1 ช่วงเหนือ-ใต้ ระยะทาง 26 กิโลเมตร ตามข้อเสนอของ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าคสช. ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งภายในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการบูรณาการเพื่อผลักดันโครงการนี้ โดยได้สนับสนุนงบประมาณ 38 ล้านบาทให้แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อศึกษาเพิ่มเติมและปรับแก้โครงการฯ ที่เคยได้มีการศึกษาไว้แล้วแต่เป็นรูปแบบรถเมล์ด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษาทั้งหมดประมาณ 8 เดือน หลังจากนั้นคาดว่า จะเริ่มก่อสร้างได้ในต้นปี 2560 ใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ปีก็น่าจะสามารถเปิดให้บริการเดินรถได้ในช่วงปลายปี 2561 ถึงต้นปี 2562

โดยโครงการดังกล่าวจะใช้งบประมาณลงทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท และใช้รูปแบบการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งหมด ซึ่งจะมีการร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จ.ขอนแก่น จัดตั้งเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด หรือ เคทีที ขึ้น โดยยึดรูปแบบโมเดลของบริหารงานแบบรถไฟฟ้าบีทีเอสของกรุงเทพฯ ซึ่งในขณะนี้มีผู้ประกอบการใน จ.ขอนแก่น 20 บริษัท ร่วมกันลงขันแล้วกว่า 200 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากโครงการในระยะแรก สามารถดำเนินการจนเปิดเดินรถได้ จ.ขอนแก่น ก็จะถือเป็นจังหวัดของไทยที่มีระบบขนส่งมวลชนเป็นของตนเองนอกเหนือจากกรุงเทพฯ ซึ่งขอนแก่นจะกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นที่มีศักยภาพ พร้อมที่จะรุกขึ้นมาก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนด้วยตนเอง

สนามบินภูเก็ตป่วน หนุ่มรัสเซียบอกเครื่องไม่ปลอดภัย คุมตัว-เร่งตรวจวุ่น !

 * สนามบินภูเก็ตป่วน หนุ่มรัสเซียบอกเครื่องไม่ปลอดภัย คุมตัว-เร่งตรวจวุ่น ! *

สนามบินภูเก็ต 20 มีนา

หนุ่มรัสเซียโวยไม่อยากขึ้นเครื่องบินเที่ยว NWS 2478 เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย ทำสนามบินภูเก็ตป่วน เจ้าหน้าที่ตรวจวุ่น-คุมสอบปากคำแล้ว

วันที่ 20 มีนาคม 2559 มีรายงานว่า เครื่องบินของสายการบินนอร์ดวินด์ แอร์ไลน์ เส้นทางภูเก็ต-มอสโค เที่ยวบิน NWS 2478 มีกำหนดเดินทางออกจากสนามบินนานาชาติภูเก็ต ในเวลา 10.35 น. แต่ก่อนจะทำการบิน ได้มีผู้โดยสารชาวรัสเซียรายหนึ่ง คือ นายอเล็กซานเดอร์ โนซอฟ อายุ 25 ปี กล่าวขึ้นมาว่า เขารู้สึกไม่ปลอดภัยในการเดินทางกับเที่ยวบินดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งให้กัปตันทราบ ก่อนประสานศูนย์การบินและเจ้าหน้าที่ เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยทั้งเครื่องบิน ผู้โดยสาร รวมถึงสัมภาระต่าง ๆ อย่างละเอียด

ทั้งนี้ เรือตรี ธานี ช่วงชู รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากกัปตันว่า ขณะกำลังจะนำเครื่องขึ้นบินเพื่อเดินทางไปยังสนามบินปลายทาง มีผู้โดยสารสัญชาติรัสเซียรายหนึ่งพูดว่า ไม่อยากเดินทางไปกับเคลื่องบินลำนี้แล้ว เพราะรู้สึกว่าไม่มีความปลอดภัย กัปตันเลยให้ผู้โดยสารลงจากเครื่อง ก่อนที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ชุดตรวจสอบวัตถุระเบิดท่าอากาศยานภูเก็ต และผู้เกี่ยวข้อง จะเข้าตรวจคัดกรองผู้โดยสารจำนวน 369 คน และสัมภาระจำนวน 323 ชิ้น รวมถึงนำเครื่องบินลำดังกล่าวไปหลุมจอดระยะไกลเพื่อตรวจสอบจนเสร็จสิ้น ไม่พบว่ามีอันตรายใด ๆ บนเครื่อง และล่าสุดเมื่อเวลา 16.00 น. สามารถนำเครื่องขึ้นบินได้ตามปกติแล้ว โดยทางกัปตันไม่อนุญาตให้ นายอเล็กซานเดอร์ โนซอฟ ผู้โดยสารชาวรัสเซียคนดังกล่าว โดยสารไปกับสายการบินเที่ยวนี้

อ่านเพิ่มเติม สนามบินภูเก็ตป่วน หนุ่มรัสเซียบอกเครื่องไม่ปลอดภัย คุมตัว-เร่งตรวจวุ่น !

บัวขาว บัญชาเมฆ โค่นนักชกจีนคะแนนเอกฉันท์ ศึกคุนหลุนไฟต์

 * บัวขาว บัญชาเมฆ โค่นนักชกจีนคะแนนเอกฉันท์ ศึกคุนหลุนไฟต์ *

บัวขาว บัญชาเมฆ

บัวขาว บัญชาเมฆ ชนะ ข่ง หลิงเฟย ด้วยคะแนนแบบเอกฉันท์ ศึกคุนหลุนไฟต์ ที่จีน รุ่น 70 กิโลกรัม

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2559 มีการแข่งขันมวยคุนหลุน ไฟต์ ที่ประเทศจีน ซึ่งมีบัวขาว บัญชาเมฆ นักมวยชื่อดังของไทย ลงแข่งขันพบกับ ข่ง หลิงเฟย นักชกจีน ในรุ่น 70 กิโลกรัม ใช้กฎกติกาการแข่งขันแบบคิกบ็อกซิ่ง

สำหรับผลการแข่งขันนั้น บัวขาวสามารถเอาชนะคะแนนไปได้หลังจากครบ 3 ยก ที่ 29-28, 30-28 และ 30-27

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Banchamek Gym

กทพ. ยันเบนซ์ชนไม้กั้นจริง แต่ไม่เอาผิด เหตุไม้กั้นไม่เสียหาย

 * กทพ. ยันเบนซ์ชนไม้กั้นจริง แต่ไม่เอาผิด เหตุไม้กั้นไม่เสียหาย *

เบนซ์ชนไม้กั้น

ข่าวเบนซ์ชนฟอร์ด ล่าสุด เผยคลิปหลักฐานมัดแน่น คนขับเบนซ์ซิ่งแหกด่านชนไม้กั้นทางด่วนพระราม 4 ก่อนเกิดเหตุชนคร่าชีวิต 2 นักศึกษา ป.โท ด้าน กทพ. ยันเบนซ์ชนไม้กั้นจริง แต่ไม่เสียหายจึงไม่ผิด เล็งเรียกเก็บค่าผ่านทางย้อนหลัง

ความคืบหน้าคดีอุบัติเหตุสะเทือนขวัญ รถเบนซ์พุ่งชนนักศึกษาปริญญาโทเสียชีวิต 2 ราย วันนี้ (18 มีนาคม 2559) มีการเปิดเผยคลิปวิดีโอที่บันทึกภาพขณะรถเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ษง-3333 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมี นายเจนภพ วีรพร อายุ 37 ปี เป็นคนขับ ขับแหกด่านทางด่วนพระราม 4 ชนไม้กั้นอย่างไร้สติ ไม่มีการจอดหยุดแต่อย่างใด โดยมีการระบุว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น 1 ชั่วโมง ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุไปขับชนกับรถฟอร์ดของ 2 นักศึกษาปริญญาโท จนทำให้ไฟคลอกทั้งคู่จนเสียชีวิตบนถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ 53 บริเวณทางแยกต่างระดับบางปะอิน เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม จากการสอบปากคำนายเจนภพ วีรพร นานกว่า 3 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยว่า ผู้ต้องหามีสติดีและให้การรับสารภาพว่าขับรถโดยประมาทจริง

ขณะที่เฟซบุ๊กของ ภัทราพร ตั๊นงาม ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส มีรายงานความคืบหน้าจากการสอบถามเรื่องคลิปดังกล่าวไปยังการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยทางฝ่ายประชาสัมพันธ์แจ้งว่า ทางผู้ใหญ่เพิ่งทราบเรื่องและเห็นคลิป เนื่องจากทางตำรวจไม่มีการติดต่อมา อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าด่านในคลิป ใช่ด่านที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กทพ. หรือไม่ และที่ผ่านมาก็พบว่าในแต่ละวันมีการชนไม้กันหลายครั้ง

อ่านเพิ่มเติม กทพ. ยันเบนซ์ชนไม้กั้นจริง แต่ไม่เอาผิด เหตุไม้กั้นไม่เสียหาย

เครื่องบินฟลายดูไบ FZ981 ตกที่รัสเซียขณะแลนดิ้ง เสียชีวิตยกลำ

 * เครื่องบินฟลายดูไบ FZ981 ตกที่รัสเซียขณะแลนดิ้ง เสียชีวิตยกลำ *

เครื่องบินฟลายดูไบ FZ981

เครื่องบินของสายการบิน FlyDubai เที่ยวบิน FZ981 ตกลงขณะลงจอดที่เมืองรอสตอฟ ออน ดอน ประเทศรัสเซีย คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือรวม 62 ราย

วันที่ 19 มีนาคม 2559 เว็บไซต์ airline.ee มีรายงานเหตุ เครื่องบินของสายการบิน ฟลายดูไบ (Flydubai) เที่ยวบิน FZ981 ที่เดินทางมาจากเมืองดูไป ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มุ่งหน้าสู่เมือง รอสตอฟ ออน ดอน ประเทศรัสเซีย ได้ตกลงบริเวณใกล้รันเวย์ เป็นผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือรวม 62 ชีวิตดับยกลำ

ด้านหน่วยงานควบคุมการจราจรทางอากาศและกู้ภัยท้องถิ่น ยืนยันว่า เครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่นำผู้โดยสาร 55 คน และลูกเรือ 7 คน เดินทางมาจากดูไบ ได้ตกลงห่างจากรันเวย์เพียง 50-100 เมตร ระหว่างความพยายามครั้งที่ 2 ในการนำเครื่องลงจอด แต่เนื่องจากทัศนวิสัยย่ำแย่ จึงทำให้กัปตันไม่สามารถนำเครื่องลงจอดได้สำเร็จ จนทำให้เครื่องตกและเกิดไฟไหม้

เครื่องบินฟลายดูไบ FZ981

นอกจาก นี้ ยังมีแหล่งข่าวระบุว่า ผู้โดยสารทั้งหมดที่อยู่บนเครื่องบินเป็นชาวรัสเซีย แต่ลูกเรือนั้นเป็นชาวต่างชาติ ส่วนหน่วยกู้ภัยฉุกเฉินนั้น ก็ได้เร่งดับไฟ จึงส่งผลให้สนามบินปิดไปโดยปริยาย จนกว่าจะถึงเวลา 06.00 น. ตามเวลาในเมืองมอสโก

ด้าน สายการบินฟลายดูไบ กล่าวว่า ทางสายการบินทราบถึงเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว และตอนนี้ เรากำลังสืบสวนหารายละเอียดและจะเผยแพร่ข้อมูลให้ทราบในลำดับต่อไป โดยเบื้องต้นมีการคาดว่าเกิดจากความผิดพลาดของนักบินเอง

ภาพจาก rt.com

รถเมล์สาย 110 เหยียบคนดับคาป้าย ทั้งที่ขับช้า-ปิดประตูสนิท ทำคนมึนตึ้บ

 * รถเมล์สาย 110 เหยียบคนดับคาป้าย ทั้งที่ขับช้า-ปิดประตูสนิท ทำคนมึนตึ้บ *

รถเมล์สาย 110 เหยียบคนดับคาป้าย

รถเมล์สาย 110 เหยียบคนดับคาป้าย ทั้งที่ขับช้า-ปิดประตูสนิท ทำคนมึนตึ้บ คาด น่าจะสะดุดล้มมาจากป้ายหน้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สามเสน ได้รับแจ้งว่า ที่หน้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล มีรถประจำทางทับคนเสียชีวิต ซึ่งผู้เสียชีวิตได้แก่ นายชาญวิทย์ แซ่เทง วัย 56 ปี ส่วนรถคันดังกล่าวเป็นรถสีชมพู สาย 110 วิ่งพระราม 6-เทเวศร์ หมายเลขข้างรถ 110-12 หมายเลขทะเบียนป้ายเหลือง 11-2820 กรุงเทพมหานคร

ด้านนายไพฑูรย์ บุญเสริม คนขับรถวัย 41 ปี ยืนให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า ก่อนเกิดเหตุขับรถมาจากทางเทเวศร์ มารอรับผู้โดยสารที่ป้ายหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พอผู้โดยสารเต็ม ก็ขับรถออกไปอย่างช้า ๆ กระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุ ก็ได้ยินเสียงคล้ายกับเหยียบอะไรบางอย่าง ผู้โดยสารจึงออกไปดู ก็พบว่า มีการทับคนเสียชีวิต

สำหรับสาเหตุ ตนคิดว่าผู้ตายน่าจะสะดุดล้มมาจากป้ายรถเมล์ ขณะที่ตนขับรถผ่าน ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะที่ตนขับรถก็ปิดประตูทุกบาน และไม่ได้ชนคนจากหน้ารถแต่อย่างใด

นอกจากนี้ จากการสอบปากคำเบื้องต้น พบว่านายไพฑูรย์ไม่ได้ขับรถเร็ว และปิดประตูเรียบร้อย ไม่มีใครเห็นผู้ตายผ่านหน้ารถหรือรถชนแต่อย่างใด
ภาพจาก ครอบครัวข่าว 3

ไม่พบเบาะแสรถตู้จับเด็กที่ศรีสะเกษ คาด 2 พี่น้องจินตนาการไปเอง

 * ไม่พบเบาะแสรถตู้จับเด็กที่ศรีสะเกษ คาด 2 พี่น้องจินตนาการไปเอง *

ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุได้รับแจ้งโจรรถตู้พยายามลักพาตัว 2 พี่น้องเมืองศรีสะเกษ เผยไม่พบเบาะแสคนร้าย คาด 2 พี่น้องจินตนาการไปเอง

รถตู้จับเด็ก

จากกรณีที่มีเด็กหญิงและเด็กชาย 2 พี่น้อง วัย 8 ขวบ และ 10 ขวบ แจ้งตำรวจว่าถูกชายพยายามจะลักพาตัวขึ้นรถตู้สีขาว ขณะที่เด็กทั้ง 2 คน กำลังขี่รถจักรยานอยู่ที่บริเวณริมถนนบ้านตำหนักไทร ต.บักดอง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ แต่ไม่สำเร็จ ก่อนที่คนร้ายจะหลบหนีไปนั้น

ล่าสุด วันนี้ (16 มีนาคม 2559) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 รายงานว่า พ.ต.ท. สังวาลย์ รางสถิตย์ รอง ผกก. สอบสวน รักษาราชการแทน ผกก. สภ.ขุนหาญ เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุดังกล่าวแล้ว พร้อมตรวจสอบที่กล้องวงจรปิดแต่กลับไม่พบร่องรอยของรถตู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงกลางวันน่าจะมีคนเห็นเหตุการณ์ หรือพบเบาะแสบ้าง แต่ตรวจสอบแล้วกลับไม่มีร่องรอยใด ๆ

รถตู้จับเด็ก

ทั้งนี้ พ.ต.ท. สังวาลย์ กล่าวว่า สำหรับภาพรถตู้ที่เผยแพร่มานั้นเป็นเพียงภาพตัวอย่างของรถที่นำมาจากอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ไม่ใช่รถที่ก่อเหตุ ส่วนรายละเอียดของรถที่เด็กทั้ง 2 คน แจ้งมานั้นเป็นรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน ไม่ใช่รถตู้ เบื้องต้นเมื่อสรุปดูแล้วคาดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอาจเกิดจากการที่เด็กจินตนาการไปเองจากข่าวที่เคยได้ยินมาว่ามีรถตู้จับเด็ก จึงแจ้งผู้ปกครองดังกล่าว

ภาพจาก เรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3

ฆ่าได้ หยามไม่ได้! คุมทำแผนหนุ่มฟันคอชู้เมีย พูดให้คิดก่อนเข้าคุก

ลูกชาย

ตำรวจคุมตัวหนุ่มลูก 2 ทำแผน บุกฟันชายที่มาคบชู้กับภรรยาตายคาบ้าน ต้องใช้กำลังร่วม 100 นาย คุ้มกันเข้ม สลด ลูกสาวกับแม่วิ่งเข้ามากอดกันกลม พูดคำเดียวสั้นๆ แต่มีความหมาย ลูกผู้ชายฆ่าได้ หยามไม่ได้…

จากเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายกอล์ฟ (นามสมมติ) อายุ 35 ปี ชาวบ้านโนนศิลา ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ หนุ่มลูกสอง ที่พอรู้ว่ามีผู้ชายแอบติดต่อคบหากับภรรยา จึงบุกเข้าไปในบ้านใช้มีดสปาต้ายาวประมาณ 60 เซนติเมตร ฟันคอหวิดขาด ตายสยองขณะนอนดูทีวีอยู่ชั้นล่างของบ้านพัก จากนั้นได้ขับรถกระบะหลบหนี ก่อนจะขับวนกลับมาบ้านเพื่อมอบตัว เนื่องจากเป็นห่วงลูกสาว 2 คน

ต่อมา เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 16 มี.ค. พ.ต.ท.วิชรพล ราชบัวผัน รอง ผกก.(สอบสวน) เจ้าของคดีพร้อมด้วย พ.ต.อ.ฐาประวิชญ์ อินทะชัย ผกก.พ.ต.ท.ธัชพล แสนวัง รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.สมชาย อาจนุการ สว.สส.พร้อมกำลังชุดสายตรวจ สภ.บึงโขงหลง ทั้งในและนอกเครื่องแบบและกำลังทหารกว่า 100 นาย ควบคุมตัวนายกอล์ฟ ผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านเกิดเหตุ บ้านนาสาร ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง ซึ่งเป็นของผู้ตาย

ปรากฏว่า พอลงจากรถตู้ของตำรวจ ลูกสาวคนโตอายุ 7 ขวบได้ร้องไห้อย่างน่าเวทนา โผเข้ากอดพ่อที่ตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตาย นอกจากนี้ยังมีแม่ผู้ต้องหาร้องไห้วิ่งเข้ามากอดอีก ส่วนบริเวณรอบบ้านมีประชาชนหญิงชาย รวมทั้งญาติของผู้ตายมารอมุงดูการทำแผนเป็นจำนวนมาก ต้องให้กำลังทหารคุมเชิงอยู่วงนอก ปะปนกับตำรวจนอกเครื่องแบบ ถึงกระนั้นญาติผู้ตายทั้งผู้หญิงผู้ชายต่างกรูกันแหวกวงล้อมของเจ้าหน้าที่จะเข้าทำร้ายผู้ต้องหา บ้างก็ตะโกนสาปแช่ง ใช้เวลาทำแผนประมาณ 20 นาทีจึงเสร็จสิ้น นำตัวผู้ต้องหากลับโรงพักเตรียมฝากขังต่อไป

ขณะไปถึงโรงพักบึงโขงหลง ผู้สื่อข่าวได้ถามผู้ต้องหาถึงมูลเหตุต้องฆ่าชู้เมียครั้งนี้ นายกอล์ฟตอบสั้นๆ แต่ด้วยท่าทีเคร่งเครียดว่า “ลูกผู้ชายฆ่าได้ แต่หยามไม่ได้”.

ที่มา>>>Thairath

ทหารพราน รวบผู้ร่วมก่อเหตุ ยึด รพ.เจาะไอร้อง 1 ราย อีกรายหนีไปได้

ทหารพราน

ทหารพราน รวบผู้ร่วมก่อเหตุบุกยึด รพ.เจาะไอร้อง นราธิวาส ได้ 1 ราย ส่วนอีกรายไหวตัวทัน หลบหนีไปได้ ขณะที่ยังคงใช้กำลังปิดล้อม เทือกเขาตะเว เพื่อล่ากองกำลังติดอาวุธ หลบหนี ตามคำสั่งแม่ทัพภาคที่ 4 

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 16 มี.ค. 59 พ.อ.รุ่งโรจน์ อนันตโท ผบ.กรมทหารพรานที่ 45 สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน กรมทหารพรานที่ 49 ใช้กฎอัยการศึกนำกำลังรวม 50 นาย บุกจู่โจมปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย ในพื้นที่บ้านบือแจง ซึ่งเป็นหมู่บ้านย่อยของบ้านบองอ หมู่ 4 ต.บองอ อ.ระแงะ และเป็นเขตรอยต่อระหว่าง อ.เจาะไอร้อง กับ อ.ระแงะ เพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัยที่คาดว่า น่าจะมีส่วนร่วมกับเหตุคนร้ายกว่า 50 คนบุกยึด รพ.เจาะไอร้อง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ก่อนจะยิงถล่มฐานปฏิบัติการร้อย ทพ.4816 กรมทหารพรานที่ 48 ซึ่งอยู่ติดกับ รพ.เจาะไอร้อง ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานบาดเจ็บ รวม 7 นาย เมื่อวันที่ 13 มี.ค.59 ที่ผ่านมา

โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน คือ นายมูฮำหมัดคอยรี มะลี อายุ 30 ปี พร้อมทั้งควบคุมตัวมาสอบสวนเบื้องต้น และพบว่า นายมูฮำหมัดคอยรี มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเหตุการณ์บุกยึด รพ.เจาะไอร้อง จึงควบคุมไปสอบสวนขยายผลที่ ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ส่วนนายมาหามะซอบือรี กรือซะ ซึ่งคาดว่า เป็นแกนนำที่ร่วมก่อเหตุอีก 1 คน ไหวตัวทัน สามารถหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ไปได้ และในขณะนี้เจ้าหน้าที่ทหารยังคงนำกำลังปิดล้อมเทือกเขาตะเว เพื่อติดตามไล่ล่ากองกำลังติดอาวุธที่บุกยึด รพ.เจาะไอร้อง แล้วหลบหนีขึ้นเทือกเขา เพื่อจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามคำสั่งแม่ทัพภาคที่ 4.

ที่มา>>>Thairath