ระทึก!รถบรรทุกแก๊สแอลพีจี 8 ตันพลิกคว่ำที่โคราชแก๊วรั่วระดมฉีดน้ำหล่อกันระเบิด

 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 ส.ค. พ.ต.ต.นคร ถนอมทรัพย์ สารวัตรเวร สถานีตำรวจภูธรปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุก 10 ล้อ ซึ่งบรรทุกแก๊สแอลพีจีน้ำหนัก 8,000 กิโลกรัม หมายเลขทะเบียน 79-0641 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท ขนส่งแก๊ส เอสซี กรุ๊ป พลิกคว่ำบนถนนสาย 24 สีคิ้ว – โชคชัย ขามุ่งหน้าไปอำเภอโชคชัย ช่วงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 45-46 ตำบลโคกไทย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้รถบรรทุกแก๊สพลิกคว่ำตะแคงกีดขวางจราจร ฝั่งขาเข้าอำเภอโชคชัยทั้ง 2 ช่องการจราจร และยังมีแก๊สแอลพี่จีรั่วไหลออกมาจากตัวรถ เจ้าหน้าที่ต้องนำรถดับเพลิงจำนวน 4 คัน ระดมฉีดน้ำสกัดหล่อเลี้ยง เพราะหวั่นเกิดประกายไฟทำให้เกิดอันตราย  จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบชื่อคนขับรถบรรทุกแก๊ส คือนายไพรี ทาเพียรธุ อายุ 38 ปี ซึ่งได้ขับรถบรรทุกแก๊สแอลพีจีมาเต็มคันรถความจุ 8 ตัน มาจากอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี กำลังไปส่งให้กับลูกค้าภายในเขตอุตสาหกรรมสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้เกิดอาการหลับใน เนื่องจากขับรถมานานตลอดทั้งคืน ทำให้รถบรรทุกเสียหลักวิ่งตกขอบทางด้านซ้าย และเสียหลักพลิกคว่ำขวางถนนดังกล่าว โชคดีที่คนขับรถไม่ได้รับบาดเจ็บ ต่อมา เวลา 12.30 น. เจ้าหน้าที่นำรถเครนขนาดใหญ่ไปทำการยกรถบรรทุกแก๊ส โดยปิดการจราจรรัศมี 1 กิโลเมตร ไม่ให้รถยนต์วิ่งผ่านไปมาทั้งสองฝั่ง เป็นระยะเวลานาน 20 นาที พร้อมกับฉีดน้ำหล่อเลี้ยงไว้ตลอดเวลา ก่อนจะเคลียร์พื้นผิวการจราจรให้สัญจรได้ตามปกติ

ที่มา>>>ข่าวสด

นี่หรือคือเกาะสมุย!? สุดอึ้งขยะเกลื่อนหาดเฉวง ทั้งขยะ พลาสติกและขวดแก้วไร้คนเหลียวแล

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บริเวณแหลมสน หาดเฉวง ม.2 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุ จ.สุราษฎร์ธานี มีนักท่องเที่ยวร้องทุกข์มาว่ามีขยะจำพวกพลาสติก เศษแก้ว ซากเรือ และอุปกรณ์ทำประมงที่ชำรุดแล้ว วางเกลื่อนเต็มชายหาด โดยไม่มีการดูแลความสะอาดในพื้นที่ดังกล่าวจากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า แหลมสนอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะสมุย มีลักษณะภูมิทัศน์เป็นลานกว้างไม่มีสิ่งปลูกสร้าง และมีสภาพเป็นหาดทรายแหลมยืนเข้าไปในทะเล นักท่องเที่ยวมักจะนิยมเข้ามาพักผ่อนอาบแดดตรงจุดนี้ เพราะเงียบสงบ และชาวบ้านก็จะใช้พื้นที่นี้เป็นที่จอดเรือประมงพื้นบ้าน ส่วนทางด้านซ้ายและด้านขวา จะเป็นที่ตั้งของโรงแรม ร้านอาหารอยู่โดยรอบ แต่สภาพตอนนี้มีนักท่องเที่ยวลดลง จนแทบจะไม่มีเลย ปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากชายหาดมีขยะกลาดเกลือน และมีเศษขวดแก้วที่แตกอยู่ตามชายหาด ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจุดนี้เกรงที่จะได้รับอันตรายจึงไปพักผ่อนตรงจุดอื่นๆแทนสำหรับแหลมสน สมัยก่อนชาวสมุยที่ประกอบอาชีพทำนา ทำสวน ทำไร่ ซึ่งอยู่ไกลที่พัก ในตอนกลางวันก็จะนัดมาเจอกันที่แหลมสนเพื่อพบปะและกินข้าวห่อ จนกลายเป็นประเพณีชาวบ้านของคนสมุยสืบทอดกันมาช้านานผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ปัญหาขยะก็เป็นปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งของท้องทะเลไทย จากข้อมูลเว็ปไซต์ sciencemag.org ระบุว่าประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 6 ของประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดของโลก โดยในแต่ละปีเราทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากถึง 1.03 ล้านเมตริกตัน ส่วนประเทศที่มีการทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดคือ จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้พลาสติกสูงที่สุดของโลกด้วย โดยจีนทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลที่ปริมาณ 8.82 ล้านเมตริกตันต่อปี อันดับ 2 อินโดนีเซีย 3.22 ล้านเมตริกตัน อันดับ 3 ฟิลิปปินส์ 1.88 ล้านเมตริกตัน อันดับ 4 เวียดนาม 1.83 ล้านเมตริกตัน และอันดับ 5 ศรีลังกา 1.59 ล้านเมตริกตัน

ที่มา>>>ข่าวสด

“น้องน้ำแข็ง”กะเทยไทยโกอินเตอร์ ถ่ายแบบโฆษณาน้ำหอมดูไบเซ็กซี่และแพงมาก

เป็นอีกหนึ่งสาวประเภทสองชาวไทยที่ประสบความสำเร็จ สำหรับ น้ำแข็ง ไอณริณ หลังจากโด่งดังไม่เพียงในประเทศ แต่ชื่อเสียงยังดังไปไกลถึงเกาะฮ่องกง ด้วยขั้นตอนการทำศัลยกรรมเปลี่ยนชีวิต ตามที่”ข่าวสด”ได้นำเสนอไปแล้วนั้น    ล่าสุด น้ำแข็ง ยังได้รับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ของน้ำหอมยี่ห้อหนึ่งที่วางจำหน่ายนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยน้ำแข็งเปิดเผยกับ”ข่าวสด” หลังมีภาพชุดใหม่ออกมาว่าเพิ่งไปถ่ายแบบโฆษณาของน้ำหอมยี่ห้อหนึ่งมา ซึ่งเป็นน้ำหอม”กฤษณา”ที่ได้รับความนิยมในดูไบ โดยก่อนหน้านี้บริษัทต้องการหานางแบบคนไทยที่หน้าตาไปในทางแขก จึงได้รับการติดต่อให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ดังกล่าวนั่นเอง เรียกได้ ว่าสาวน้ำแข็งคนนี้โกอินเตอร์ไปอีกขั้นจริงๆ  

ที่มา>>>ข่าวสด

โหดมาก! คลิปแฉคนจีนจับสุนัขเป็นๆโยนลงหม้อน้ำเดือดต้นจนสุก

 คลิปสะเทือนใจคนรักสัตว์นี้ เผยแพร่โดย  Shanghaiist 中文版  เป็นคลิปที่แสดงให้เห็นกลุ่มคนจีนจับสุนัขเป็นๆ โยนลงไปในถังน้ำที่ต้มเดือดปุดๆ โดยทันทีที่โยนสุนัขลงไป ชาวบ้านก็ช่วยกันปิดฝาเพราะสุนัขดิ้นทุรนทุรายอยู่นานก่อนจะสิ้นใจตาย จากนั้นชายที่โยนสุนัขก็เปิดฝาแล้วใช้ตะขอเกี่ยวสุนัขที่ถูกต้มจนสุกขึ้นมาใส่รถเข็น โดยคลิปนี้มีชาวจีนเข้ามาแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่แสปแช่งคนกลุ่มนี้ที่ทรมานสัตว์

ที่มา>>>ข่าวสด

กรมอุตุฯเผยทั่วไทยยังมีฝนหนัก กทม.-ปริมณฑล ลมแรง-ฝนตกร้อยละ 80 ช่วงบ่ายถึงค่ำ

 เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าระบุว่า ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองในช่วงระหว่างบ่ายถึงค่ำและมีลมกระโชกแรงบางแห่ง สำหรับลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศพม่า เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบนทำให้ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเล อันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตก และภาคตะวันออกมีฝนในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

 ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ในช่วงระหว่างบ่ายถึงค่ำ กับมีฝนตกหนักบางแห่งและมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส

ที่มา>>>ข่าวสด

ระทึก!! หนุ่มคลั่ง มีดจี้คอแฟนสาว18-น้ำมันราด แม่เข้าห้ามถูกไล่แทง-ตร.เจรจา5ชม.แล้ว

 วันที่ 25 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ท.อุทัย ขันทอง รอง.ผกก.ป สภ.พระสมุทรเจดีย์ ได้รับแจ้งว่ามีชายคลุ้มคลั่งใช้อาวุธมีดจี้ภรรยา ภายในบ้าน หมู่ที่ 1 ซอย.ผสมศรี ต.ปากคลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ จึงพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจรถยนต์ รถจักรยานยนต์และฝ่ายสืบสวนเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ขนาด 2 ชั้น บริเวณชั้นล่างเป็นพื้นที่โล่ง ด้านขวามือของตัวบ้านกั้นเป็นห้องนอนขนาด 2X2 เมตร ภายในห้องพบนายคิมหันต์ อายุ 22 ปี อยู่ หมู่ที่ 1 ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ขังตัวเองอยู่ในห้องนอน โดยล็อกตัวและใช้มีดปลอกผลไม้ขนาดความยาว 10 นิ้ว จี้ไปที่ลำคอ นางสาวเต้ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี แฟนสาว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 10 นาย ยืนรายล้อมรอบบ้าน พร้อมเกลี้ยกล่อมให้ชายคนดังกล่าวให้วางอาวุธลง แต่ไร้ผล ทั้งยังด่ากราดไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยถ้อยคำหยาบคายและตะโกนข่มขู่เจ้าหน้าที่ให้ถอยออกห่าง หากไม่ทำตามจะเชือดคอหอยแฟนสาว พร้อมคว้าแกลลอนน้ำมันเบนซินที่เตรียมมาราดตัวแฟนสาว และตัวเอง พร้อมเตรียมจะจุดไฟเผาทั้งเป็น โดยมีนางรุ่งนภา อายุ 46 ปี ผู้เป็นแม่ยืนพูดเกลี้ยกล่อมช่วยอีกแรง แต่ก็ไร้ผล กลับจะถูก นายคิมหันต์ ใช้มีดไล่แทง โชคดีที่กระโดดหลบได้ทัน จนการเจรจาได้ผ่านไปกว่า 5 ชั่วโมง ขณะเดียวกันทางด้านนายสุพล อายุ 64 ปี กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ นายคิมหันต์ ได้ออกจากบ้าน เพื่อไปเสพยาไอซ์กับเพื่อนๆ จนกระทั่งเวลา 22.00 น. นายคิมหันต์ ได้กลับมาที่บ้านพักในอาการที่คลุ้มคลั่ง ตาขวาง เหมือนคนขาดสติ จากนั้นได้ดูดน้ำมันเบนซินจากรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้านใส่ถังแกลลอนแล้วนำเข้าไปในห้องอีกครั้ง ก่อนที่จะราดไปที่ตัวนางสาว เต้ ซึ่งเป็นแฟนสาวจนเปียกชุ่มไปทั่วร่างกาย ส่วนที่เหลือได้ราดมาที่ลำตัวของตัวเอง พร้อมที่จะจุดไฟเผา เมื่อตนเห็นเหตุการณ์ไม่สู้ดี จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาควบคุมสถานการณ์ โดยระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง นายคิมหันต์ได้ไปคว้ามีดในครัวออกมาจี้ไปที่ลำคอแฟนสาวเป็นตัวประกันจนถึงเวลานี้กว่า 5 ชั่วโมง จนถึงเวลา เกือบ 07.00 น. วันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถควบคุมตัวนายคิมหันต์ได้

ที่มา>>>ข่าวสด

งงเลย!! เก๋งซิ่งตกคลองพังยับ ตร.เข้าไปช่วย หนุ่มเปิดรถวิ่งหนี

วันที่ 24 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ธนกร ฐิติธาภาภัค ร้อยเวรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักตกคลองบริเวณถนนรังสิต-นครนายก ขาเข้ารังสิตใกล้สะพานแดง ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลนครรังสิต ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ษว 317 กรุงเทพมหานคร สภาพรถพังเสียหาย กันชนหน้าหลุด ส่วนคนขับ หลังจากรถตกลงไปข้างคลอง ได้เปิดประตูรถและวิ่งขึ้นสะพานแดงข้ามคลองหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรและเจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลนครรังสิตวิ่งตามไป และสามารถจับกุมตัวไว้ได้ ทราบชื่อ คือ นายปริพัฒน์ พิศวงษ์ อายุ 29 ปี อยู่ ม.5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลนครรังสิต จึงปฐมพยาบาลเบื้องต้น และยังมีเหล็กข้างทางถูกชนได้รับความเสียหายด้วย จากการสอบถามนายปริพัฒน์ พิศวงษ์ อายุ 29 ปี คนขับบอกว่า ตนเองทำงานเป็นช่างแอร์ ก่อนเกิดเหตุตนเองได้ไปดื่มสุราที่บ้านเพื่อนย่านคลองสาม และกำลังจะไปเที่ยวต่อย่านสะพานใหม่ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถเกิดเสียหลักพุ่งตกลงไปในคลอง ส่วนที่ตนเองวิ่งหนีนั้น เพราะว่าตกใจและรถคันนี้เป็นรถของเพื่อนที่ตนเองยืมมาด้วย  ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว จึงได้นำตัวไปสอบสวนต่อที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์อีกครั้งหนึ่ง

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มเปิดฝาถังน้ำมันจยย.เพื่อสูดดมน้ำมัน แต่ถังดูดจมูกติด-ขาดอากาศเสียชีวิต

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม ได้รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิตที่หน้าบ้านเลขที่ 55/6 หมู่ที่ 2 ซอยไร่ขิง16 ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม จึงรุดไปตรวจสอบ พบร่างนายประดับ ประโคนชัย อายุ 45 ปี พ่อค้าผักนั่งอยู่บนเก้าอี้ ลักษณะก้มหน้า จมูกถูกดูดติดอยู่ในช่องถังเติมน้ำมันรถจักรยานยนต์ เสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิปอเต็กตึ๊งต้องช่วยกันดึงร่างนายประดับออกมาจากช่องถังเติมน้ำมัน  ตำรวจสอบสวนทราบว่า ผู้ตายเป็นคนที่ติดสารระเหย ช่วงเช้าผู้ตายได้นำผักใส่ถุงไปแขวนไว้ที่รถจักรยานยนต์เพื่อนำไปส่งลูกค้า และคงจะเปิดเบาะรถจักรยานยนต์ แล้วใช้จมูกเข้าไปสูดดมกลิ่นน้ำมันแทนสารระเหยในถังน้ำมัน แต่ผู้ตายอาจสูดหายใจแรง ทำให้ถังน้ำมันเกิดสูญญากาศดูดจมูกเข้าไปติดกับช่องเติมน้ำมัน จนผู้ตายหมดสติและขาดอากาศหายใจทำให้เสียชีวิตดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

วอนช่วยสองตายายหูตึงพิการดูแลหลานป.4 สุดลำบากอาศัยดักหนู-ขอข้าวเพื่อนบ้านประทังชีวิต

 เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่า ที่บ้านม่วงคำ หมู่ที่ 4 ต.นาตาล อ.เต่างอย จ.สกลนคร มีตายาย อายุ 76 ปีและ 73 ปี สู้ชีวิตลำพังกับหลานชาย อายุ 11 ขวบ โดยสามีสภาพหูตึง  ภรรยาพิการเดินไม่ได้ ต้องรับภาระดูแลภรรยาที่อายุมากและหลานชาย อาศัยเบี้ยผู้พิการประทังชีวิต ไม่เพียงพอรายได้ ไม่มีอาหารต้องออกไปหาวางกับดักหนูตามท้องนามาขาย บางวันได้ก็มีกิน  ภรรยาอายุมากอยากได้รถเข็นนั่ง รอหลายปียังไม่ได้ ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปพร้อมกับนายทศพล สินยบุตร นายอำเภอเต่างอย และนายวรินทร์ ตะประชุม นายก อบต.นาตาล อ.เต่างอย พบนายมินหรือตามิน ศรีทิน อายุ 76 ปี เจ้าของบ้านกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับภรรยาที่นอนป่วยไม่สามารถเดินได้ คือนางสมหวังหรือยายหวัง ศรีทิน อายุ 73 ปี สภาพนอนแบติดพื้นเคลื่อนไหวลำบาก ทำได้เพียงพยุงลุกขึ้นนั่งเท่านั้น สอบถาม นายมิน หรือตามิน พูดจาวกวนและพอจับใจความได้ เนื่องจากมีสภาพพิการหูอื้อหรือตึง ต้องพูดเสียงดังจึงจะได้ยินและเข้าใจ พอจับใจความได้ว่า อยู่กับภรรยาที่นอนป่วยอัมพฤกษ์ เดินไม่ได้ ช่วยตัวเองลำบาก และตนเองก็มีสภาพหูไม่ดี อาศัยอยู่กับภรรยาและหลานชาย 1 คนอายุ 11 ปี กำลังเรียนอยู่ในหมู่บ้าน ชีวิตลำบาก โดยตนมีลูกทั้งหมด มี 7 คน หนีไปทำงานและมีครอบครัวกันหมด และมีลูกชายนำหลานให้มาอยู่ด้วย 1 คน และกำลังเรียนอยู่ชั้นป.4 และว่างก็คอยดูแลยายช่วย ลูกๆนานครั้งจะมาเยี่ยม ตนอยู่อย่างลำบาก ข้าวอาหารก็ได้เพื่อนบ้านมาช่วยเป็นบางครั้ง และอาศัยที่ตนในช่วงเย็นจะนำกับดักหนู ออกไปวางดักที่ท้องนาตามป่า เพื่อนำมาขายและเป็นอาหาร วันไหนได้ก็มีอาหาร วันไหนไม่มี เพื่อนบ้านก็ช่วย สงสารแต่หลานชาย เพราะกำลังเรียนหนังสือ ก็ลำบาก บางวันแทบไม่ได้กินข้าว เพราะไม่มี “ส่วนภรรยาที่ป่วยก็ลุกลำบาก การขับถ่ายต้องใช้แพมเพิส ช่วยและตนเองกับหลานจะคอยเปลี่ยนให้ ส่วนหากแพมเพิสหมดก็จะนำเงินที่ได้จากผู้พิการสูงอายุ นำไปซื้อมาเก็บไว้ เพราะต้องใช้มาก สิ่งที่อยากได้คือรถเข็นให้ยายได้ลุกขึ้นมานั่งและพิงบ้าง เพราะตั้งแต่ป่วยก็ไม่เคยได้เลยสักครั้งกว่า 5 ปีมาแล้ว และเสื้อผ้าเพราะที่ใช้อยู่ปัจจุบันแทบไม่มี ตอนนี้ยอมรับว่าอายุมาก ช่วยเหลือตัวเองก็ลำบากยังมีภาระเมียป่วยเพิ่มหนักขึ้น ส่วนหลานชายก็สงสารเพราะยังเด็ก แต่เขาก็สู้เพราะฐานะยากจน” นายมิน กล่าว

ด้านนายทศพล สินยบุตร นายอำเภอเต่างอย กล่าวว่า หากไม่ได้มาเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงรายหนึ่ง จะไม่ทราบเลยว่ามีผู้ที่ลำบากและป่วยอยากได้รถเข็น ซึ่งจะประสานไปยังส่วนที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการต่อไป และวันนี้มีแพมเพิสที่ได้จากผู้ที่ทราบข่าวมีเมตตาจิตมอบให้เบื้องต้นแล้วส่วนหนึ่ง

นายวรินทร์ กล่าวว่า สำหรับรายนี้มีลูกหลานหลายคนแต่ได้เดินทางไปทำงานต่างจังหวัด และไปมีครอบครัวอยู่ที่อื่นนานๆครั้งจะกลับมา ก็ได้รับค่าเบี้ยยังชีพ จากอบต.ตลอดจนเบี้ยผู้พิการ ทราบว่ามีหลานชายมาอยู่ด้วย 1 คน ส่วนตาหูตึง ยายเดินไม่ได้ ซึ่งอบต.ก็ช่วยไปตามหลักการวิธีปฎิบัติระเบียบที่มีอยู่ และในพื้นที่ก็มีหลายรายต้องดูแลทุกคน ในเบื้องต้นก็ได้ช่วยเหลือแล้ว

จึงอยากสำหรับท่านที่มีเมตตาจิต ผู้ต้องการให้ความช่วยเหลือ สามารถโอนเข้าบัญชี นายมิน ศรีทิน ธนาคาร ธกส.สาขาโคกศรีสุพรรณ รหัสสาขา 0457 เลขที่บัญชี 014372738152 หรือนายวรินทร์ ตะประชุม นายกอบต.นาตาล อ.เต่างอย จ.สกลนคร เพื่อนำไปมอบให้การช่วยเหลือต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

เด็กหญิงป่วยประหลาดปานดำขึ้นทั้งตัว ยายเลี้ยงลำพังมาตั้งแต่เกิดหวั่นยิ่งลุกลามถึงชีวิต

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโรงเรียนหนองตาฉาว ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เด็กหญิงปภาศิริ หรือน้องมุ่ย โพธิ์ทองอายุ 5 ปี ศึกษาอยู่ หลังทราบว่ายายน้องมุ้ย ต้องการความช่วยเหลือหลานที่ร่างกายมีผิวหนังสีดำลักษณะเป็นปานดำลุกลามทั่วร่างกาย รวมทั้งใบหน้าเริ่มมีจุดดำเล็ก ๆ ขึ้นไปทั่ว เนื่องจากฐานะของตัวเองยากจน หลังพบกับน้องมุ่ย ได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 150 หมู่ 2 บ้านหนองตาฉาว อยู่ห่างจากโครงการไร่ชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ประมาณ 8 กม. ลักษณะบ้านเป็นปูนชั้นเดียวหลังคาสังกะสีสภาพเสื่อมโทรม ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก มีแต่ที่นอนหมอนมุ้ง และโทรทัศน์เก่าๆอีก 1 เครื่อง ในบ้านพบนางวันดี บัวเจริญ อายุ 67 ปี ซึ่งเป็นยาย ซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลของเด็กหญิงปภาศิริ อยู่ในปัจจุบันจากการดูร่างกายของเด็กหญิงปภาศิริ พบว่าที่บริเวณแผ่นหลังมีปานดำขนาดใหญ่ลักษณะเนื้อย่นและมีขนขึ้นปกคลุมอยู่เต็มแผ่นหลัง ลุกลามไปทั่วสีข้างทั้งสองด้านมาถึงหน้าอกและท้องด้านหน้า เหลือระยะห่างประมาณ 3-4 นิ้ว ก็จะชนกันที่บริเวณหน้าอก นอกจากนี้ที่บนศีรษะ ขา แขน นิ้วมือ และใบหน้ายังพบมีปานดำขนาดเล็กขึ้นกระจายอยู่จนทั่ว

นางวันดี เผยว่า น้องมุ่ยเป็นบุตรของ น.ส.รสสุคนธ์ ฤทธิ์บัว ซึ่งเป็นหลานสาว และ นายภานุพงศ์ โพธิ์ทอง โดยทั้งสองได้เลิกและแยกทางกันเมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน และได้ทิ้งน้องมุ่ยให้ตนเลี้ยงดูเพียงลำพัง โดยน้องมุ่ย มีปานดำติดตัวมาตั้งแต่แรกคลอด ตอนอายุได้ประมาณ 1 เดือน ตนได้พาไปพบแพทย์ที่ รพ.ชะอำ ก่อนจะถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่ ร.พ.ราชวิถี และส่งต่อไปที่ รพ.ศิริราช โดยแพทย์ที่ รพ.ศิริราช บอกว่าปานดำที่ตัวน้องมุ่ยจะลามใหญ่ตามตัวไปเรื่อยๆ ต้องทำการรักษาโดยการฉายแสงเพื่อยับยั้งเซลล์และผ่าตัดนำผิวหนังที่ขามาปลูกทดแทน หากปล่อยไว้จนปานดำที่ด้านหลังแผ่ขยายลามออกไปจนไปชนกันถึงหน้าอกน้องมุ่ยอาจจะมีอาการหายใจไม่ออกและอาจส่งผลถึงชีวิตได้ แต่หลังจากกลับมาแล้วก็ไม่ได้พาน้องมุ่ยไปหาหมออีกเพราะไม่มีเงินที่จะพาไปรักษาและทำการผ่าตัด  “ตอนแรกๆ น้องมุ่ยยังไม่ค่อยมีอาการอะไร แต่พออายุได้ประมาณ 2-3 ขวบ ปานดำเริ่มมีขนขึ้นทั่วบริเวณ ช่วงอากาศร้อน และตอนกลางคืนน้องมุ่ยจะมีอาการคันและมีไข้ขึ้นสูงทุกครั้ง ขณะนี้ปานดำได้ขยายตัวลุกลามไปทั่วแผ่นหลังสีข้างและกำลังจะมาบรรจบที่หน้าอก ตนสงสารน้องมุ่ยมากกลัวน้องมุ่ยจะเสียชีวิต แต่ก็ไม่มีปัญญาหาเงินที่ไหนมารักษา ทุกวันนี้ตนร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง มีโรคประจำตัวเป็นความดันโลหิตสูง หูก็ฟังไม่ค่อยได้ยิน แต่ก็ต้องกัดฟันออกไปของานจากชาวบ้านทำเพื่อนำเงินค่าแรงซึ่งได้วันละ150-300 บาทมาซื้อนม ผ้าอ้อม และซื้อยามารักษาน้องมุ่ยตามมีตามเกิด และต้องเผื่อแผ่ไปเลี้ยงลูกของหลาน ซึ่งเป็นเด็กชายวัย 3 ขวบ และ 5 ขวบ อีก 2 คน หากวันไหนตนป่วยหรือฝนตกก็ทำงานไม่ได้ไม่มีเงินก็อดกันทั้งครอบครัว วอนขอผู้ใจบุญ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือนำตัวน้องมุ่ยไปรักษาให้ปานดำหายไปจากตัวน้องมุ่ยด้วย ตนสงสารหลานมากไม่อยากให้ต้องเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย” นางวันดีกล่าวทั้งน้ำตา

ขณะนี้อาการของน้องมุ่ย กำลังอยู่ในขั้นลุกลามเป็นแผ่นปานขนาดใหญ่ ไปทั่วร่างกาย และกำลังลุกลามเข้าไปที่ดวงตา ผู้ที่จิตเมตตาต้องการช่วยเหลือนำน้องมุ่ยไปรักษาตัว หรือช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์สามารถติดต่อได้ที่ นางวันดี บัวเจริญ หมายเลขโทรศัพท์ 090-1508774 หรือบริจาคได้ที่ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ (โครงการ) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สาขาท่ายาง บัญชีเลขที่ 020006610948

ที่มา>>>ข่าวสด